นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด
  • ไม่มี
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 0

อ่าน: 3825
ความเห็น: 2

ครอบครัวตัววุ่น .. ตอน.. เมื่อต้องตัดเต้านมทิ้ง

หมอคะ ตัดทิ้งไปเลยค่ะ ทั้งสองข้าง ... มั่นใจค่ะ

(ความเดิมตอนที่แล้ว...อ่านบันทึก)

ผลจากการปรึกษากันในครอบครัว เสียงส่วนใหญ่ลงมติว่าให้ตัดทิ้งไปซะทั้งสองข้าง ด้วยเหตุผลว่า

 
  1. จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าเต้าที่เหลือจะกลับมาเป็นอีกเมื่อไหร่
  2. จะได้ปล่อยวางเรื่องความสวยความงาม เพราะไม่มีเต้านมอีกข้างไว้ให้ตำตาตำใจ
  3. จะได้ดำเนินชีวิตไปข้างหน้า โดยทิ้งเรื่องเต้านมอย่างสิ้นเชิง

 มีเสียงส่วนน้อยนิด เท่านั้นที่บอกอย่างเบาๆ ว่า อย่าตัดทิ้งเลย ตอนนี้วิวัฒนาการทางแพทย์เค้าดี อีกไม่กี่ปีก็อาจจะรักษาได้  แต่ก็อย่างที่บอก เสียงส่วนใหญ่ก็ชนะเสียงส่วนน้อยนั้นไป ...แต่...หนึ่งเสียงที่พูดออกมานั้น เธอเป็นพยาบาลค่ะ!!!  

มื่อคุณหมอมาตรวจความพร้อมเพื่อการผ่าตัด เราก็ได้บอกคุณหมอไปถึงเจตต์จำนงในการตัดทิ้งทั้งสองข้าง หากเจอว่าอีกข้างเป็นเนื้อร้าย  คุณหมอก็หัวเราะเบาๆ แล้วบอกว่า คนใต้ ส่วนใหญ่จะตัดสินใจกันอย่างนี้ ไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ ที่เค้าไม่่ค่อยจะตัดกัน 

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หมอก็ไม่มีคำแนะนำอย่างอื่น เพราะหมอบอกแล้วว่าแล้วแต่คนไข้

 

**************************

 

ห้าโมงเย็น ครอบครัวเรามากันพร้อมหน้าพร้อมตา กว่า 20 ชีวิต เพื่อเตรียมส่งพี่สาวเข้าห้องผ่าตัด

 

เกือบหนึ่งทุ่ม เหลือเฉพาะพี่น้องกันจริงๆ ที่ยืนยิ้มกับพี่สาวในห้องผ่าตัดใหญ่ เรามีกันสามคนพี่น้องที่เป็นผู้หญิง มองหน้ากัน ยิ้มให้กัน และกลับเป็นคนป่วยซะเองที่พูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่" เราก็พูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้า ส่วนพี่ชายอีกสามคน ก็ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างๆ

 

ในที่สุด ทีมงานหมอก็มาถึง ใส่ชุดสีเขียว ยิ้มมาแต่ไกล เราก็จับมือร่ำลา คนไข้รู้สึกว่าจะกำลังใจดีกว่า กำมือตอบซะแรงเชียว

 

รอจนกระทั้งทีมพยาบาลเข็นเตียงเข้าไปในห้องผ่าตัดจนลั
บตา ออกมาให้เขียนเบอร์โทรไว้ติดต่อกับพี่พยาบาลหน้าห้องตั้ง 3 เบอร์

 

ขึ้นมากินข้าวกันที่ห้องพัก เหมือนวันพบญาติ

 

สี่ทุ่ม เริ่มกระวนกระวายใจ ว่าทำไมยังไม่ออกมา

 

ห้าทุ่ม เดินเวียนหน้าห้องผ่าตัดใหญ่ จนจำบอร์ดได้ทุกบอร์ด
พยาบาลเดินออกมาคนนึง รีบเข้าไปถาม จนได้ความว่า ตัดเต้านมแค่ข้างเดียว อีกข้างคว้านเอาเนื้อออก เพราะไม่ได้เป็นเนื้อร้าย...

 

ห้าทุ่มสี่สิบห้า ประตูเปิด เรารีบวิ่งกันไปดู
ไม่มีคำพูดออกมาจากปาก มันงง และไม่แน่ใจ

 

ทำไมคนก่อนหน้านี้ออกมา เค้าเปิดตา พูดคุย แล้วก็ไอได้ด้วย

 

แต่พี่สาวเรา ทำไมนอนนิ่งๆ มีถังออกซิเจนและสายเสียบอยู่ที่จมูก ประกอบกับมีผ้าคลุมผมอยู่ทำให้ดูแปลกตา ..ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
พี่บุรุษพยาบาล พร้อมพยาบาลเข็นเตียงมาส่งที่ห้อง 

 

ยังไม่ทันถึงห้อง ก็ยับยั้งความอึดอัดใจไม่ไหว เลยถามว่า "พี่คะ พี่สาวหนูเป็นอะไรมากหรือคะ ทำไมยังมีสายออกซิเจน แล้วก็ยังไม่ฟื้นคะ"
พี่พยาบาล หันมายิ้ม แล้วพูดว่า "อ๋อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พอดีว่าป้าแก หลับลึก หน่ะคะ พยายามปลุกตอนพักฟื้น แกก็ตอบสนองนะคะ แต่ก็หลับต่ออีก สงสัยว่าจะเป็นเวลานอนของแกหน่ะคะ"

 

เอ่อนะ เราเป็นห่วงแทบตาย แทนที่จะเป็นห่วงเรามั่งว่านั่ง
คอยอยู่ กลับมาหลับซะนี่ ...

 

มาถึงห้องพัก พยาบาลก็พยายามเรียกคนไข้ ก็ยังไม่ยอมตื่นอีก พยาบาลเลยถามว่า ป้า ถ้าป้าได้ยิน ให้ป้าบีบมือนะ .....

 

ได้ผลอ่ะ ป้าบีบมือ (แต่หลับ) ถามว่ารู้สึกเจ็บไหม ถ้าเจ็บมากให้บีบสองครั้ง ถ้าเจ็บไม่มากให้บีบครั้งเดียว ...บีบครั้งเดียว...

 

หลังจากนั้นประมาณเที่ยงคืน เราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือคนเฝ้า 3 คน (โรงพบาลอนุญาต 2 คน อีก 1 คน จ่ายเพิ่ม 120 บาทต่อคืน)

 

เช้ามาเราถึงได้มารู้ความจริงว่า การผ่าเต้านมออก ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แค่การตัดทิ้งไปเฉยๆ มันเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง ใต้รักแร้ เกี่ยวกับการวัดชีพจร และการเจาะเลือดทุกอย่าง

 

ตอนนี้ แขนข้างที่ตัดเต้านม ไม่สามารถวัดความดัน เจาะเลือด หรือ ตรวจชีพจรได้ และต้องบริหารแขน เพื่อไม่ให้มันฝืด เกิดผังผืด
ส่วนอีกข้างหนึ่ง สบายๆ

 

เรามานั่งมองตากัน เหมือนเด็กทำความผิด สรุปว่า ดีนะที่ไม่ได้ตัดอีกข้างหนึ่งทิ้งไปด้วย นี่แหละ การคิดเพียงง่ายๆ อะไรที่ทำท่าไม่ดีก็จะตัดทิ้งอย่างเดียว มันส่งผลมากมายตามมา

 

โชคดีที่มันไม่ได้เป็นเนื้อร้าย เราจึงยังเหลือเต้านมอีกข้าง และแขนที่ดีอีกข้างหนึ่งด้วย

 

หลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล (อันนี้ต้องขอให้เครดิตพยาบาล ตึกเฉลิมพระเกียรติ มอ. หน่อยนะคะ) พยาบาล น่ารักมาก ให้คำแนะนำสำหรับคำถามตลอด พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ดุว่าเลย ที่เรามาอยู่กันวันละหลายๆ คน ใช้ปลั๊กไฟเพื่อต่อโน๊ตบุค วันละ 2-3 เครื่อง มีแต่หยอกล้อว่า คนไข้อยู่ไหนเอ่ย หาไม่เจอ เจอแต่ญาติ .... มันก็ให้ความรู้สึกดีนะคะ เราเครียดเรื่องไม่สบายแล้ว พยาบาลไม่ได้ซ้ำเติมความเครียดมาอีก

 

อยู่มาจะสองอาทิตย์ หมอบอกว่า พรุ่งนี้น่าจะกลับบ้านได้ หมอมีบางอย่างจะบอก หมอเกริ่นว่า เป็นแค่การบอก ไม่ได้แนะนำ แต่เดี๋ยวไปได้ยินมาจากที่อื่น จะมาว่าหมอไม่บอกอีก....

 

มียาฉีดชนิดหนึ่งที่เป็นเหมือนวัคซีน จะสามารถการันตีได้ว่าจะไม่เป็นมะเร็งอีก ใน 5 ปีนี้ ซึ่งมะเร็ง ปกติเมื่อทำการรักษาแล้ว อาจจะกลับมาเป็นอีกใน 3-5 ปี แล้วแค่คน แต่บางคนก็ไม่เป็น

 

วัคซีนตัวนี้ ต้องฉีด 12 เข็ม ราคา 1 ล้านบาท!!!

 

แต่เนื่องจากพี่สาวเป็นมะเร็งระยะที่สอง การฉีดยาตัวนี้ จะเป็นการป้องกัน ไม่ใช่การรักษา (ถ้าระยะ 3 หรือ 4 เป็นการรักษา) ดังนั้น จึงไม่สามารถใช้สิทธิข้าราชการเบิกได้

 

เอาละซิ...จบเรื่องนึง ก็มีเรื่องนึงเข้ามาอีก...

 

ครั้งที่แล้ว ตัดสินใจง่ายไปหน่อย ครั้งนี้ เราจะคิดให้รอบคอบกว่าเดิม (เพราะจำนวนเงินมันเยอะด้วยแหละ...แหะๆๆ)
วุ๊นวุ่น จริงเลยครอบครัวตัววุ่นเนี่ย....

 

***********************************
เกร็ดความรู้ดีดี ในการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองจาก




การดูเต้านมตนเอง
1. ถอดเสื้อและยกทรงออก ยืนส่องกระจกดูเต้านมแต่ละข้าง สังเกตการเปลี่ยนแปลงลักษณะของรูปร่าง, ขนาดหรือสีของหัวนม สังเกตดูระดับของหัวนมแต่ละข้างว่าเท่ากันหรือไม่ มีปื้นหรือผื่นบนหัวนมหรือไม่ มีผิวหนังบุ๋มลงหรือไม่



2. ยกแขนทั้งสองข้างเหนือศีรษะ หันด้านข้างส่องกระจกดูทีละข้าง สังเกตเต้านมทั้งหมดที่เห็น ว่ามีอะไรผิดปกติ เหมือนในข้อ 1 หรือไม่



3. หันหน้าตรงเข้ากระจกอีกครั้ง เอามือจับสะโพกทั้งสองข้าง และกดสะโพกไว้แรงๆ จนท่านรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่หน้าอกของท่านแข็งเกร็งขึ้นมา สังเกตความผิดปกติอีกครั้ง



4. โน้มตัวโค้งไปข้างหน้า ให้หน้าอกสองข้างห้อยดิ่งลง สังเกตดูว่ามีรอยบุ๋ม หรือโป่งพองของผิวหนังที่เต้านมหรือไม่ สังเกตดูรูปร่างของเต้านม และสังเกตว่ามีรอยบุ๋มที่หัวนมทั้งสองข้างหรือไม่




การคลำเต้านมด้วยตนเอง
1. นอนบนเตียงหรือพื้นสบายๆ และเอามือขวาไว้ใต้ศีรษะ ท่านี้จะทำให้เนื้อเต้านมของท่านถูกดึงออกจากกลางหน้าอกของท่าน ทำให้สามารถที่จะคลำสำรวจได้ดีขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าอกจะตึง และดันเต้านมให้ลอยขึ้น มองสำรวจเต้านมด้านขวาของท่านอึกครั้ง



2. ใช้มือซ้ายของท่านคลำเต้านมด้านขวาอย่างแรงและลึกพอสมควร

โดยใช้รูปแบบการคลำแบบใดก็ได้ใน 3 แบบต่อไปนี้

คลำแบบก้นหอย
โดยเริ่มต้นจากการคลำเป็นวงกลมกว้างๆ ด้านนอกขอบเต้านมก่อน แล้ววนให้วงกลมนี้แคบเข้า โดยใช้นิ้วมือของท่านทั้งคลำและกดลงที่เต้านมเป็นวงกลมเล็กๆ ในขณะที่คลำตามวงรอบใหญ่จนกระทั่งถึงหัวนม


คลำแบบดาวกระจาย
จินตนาการ แบ่งเต้านมเป็นช่วงๆ ตามเข็มนาฬิกา เริ่มต้นคลำจาก 12 นาฬิกาไปที่ 1, 2, 3 นาฬิกาเรื่อยๆ จนครบพื้นที่เต้านม


คลำแบบขึ้นและลง
จินตนาการว่า เต้านมเป็นลูกคลื่นในทะเล คลำเต้านมขึ้นและลงตามยอดคลื่น อย่าลืมใช้นิ้วมือคลำเป็นวงกลมเล็กๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย



3. คลำที่ใต้รักแร้ ถ้าท่านมีต่อมน้ำเหลืองโต ท่านจะคลำได้เป็นก้อนที่ใต้รักแร้



4. เอามือซ้ายไว้ใต้ศีรษะ และใช้มือขวาคลำเต้านมซ้ายเช่นเดิม อย่าลืมคลำใต้รักแร้ด้วย



5. ยืนขึ้นและใช้มือคลำตามวิธีดังข้อ 2 อีกครั้ง ถ้าเต้านมท่านมีขนาดใหญ่ให้ใช้มืออีกข้างช่วยประคองเนื้อเต้านมไว้ด้านล่าง



6. ใช้นิ้วมือบีบหัวนม เพื่อดูว่ามีเลือดหรือน้ำออกจากหัวนมทั้งสองข้างหรือไม่

********************
รักษาสุขภาพกันนะคะ
********************
ดอกไม้
People Who Like This
 
Facebook
Twitter
Google

Other Posts By This Blogger

ความเห็น

Ico48
มะเร็งเต้านม ผู้ร้ายในศตวรรษที่ 21 [IP: 192.168.100.112]
11 June 2008 10:06
#30725
ผู้หญิงอายุ 50 ปี เป็น มะเร็งอาจหันมาเข้าหาธรรมะ ตัดใจง่าย ทำใจได้ แต่ถ้าเธออายุ 40 หน้าที่การงานกำลังก้าวหน้า หรือมีลูกต้องเลี้ยงดู พวกเธอจะเป็น เช่นไร แล้วถ้าเธอพบว่า ตัวเองเป็นมะเร็งเมื่ออายุ 32 ปี ส่วนใหญ่ ยอมรับไม่ได้ คิดว่าอายุยังน้อย กำลังเป็นสาวสวย ไม่มีทางเป็นมะเร็งเต้านมได้หรอก แล้วถ้าอายุ 18 ปี เป็นมะเร็งเต้านม คงเหมือนโลกถล่มทลาย....

 

แต่มะเร็งตัวร้ายไม่แยแสว่าใครจะสาวจะแก่.. ดังตัวอย่าง (อดีต) ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม อายุ 22 ปี โรสมาลิน กล่าวเปิดใจไว้ในงานสัมมนา "มะเร็งเต้านม..ภัยร้ายของผู้หญิง" ว่า

 

"เริ่มรู้สึกว่าผิดปกติที่หน้าอกครั้งแรกตอนอายุ 22 ปี ตอนนั้นเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก พอพบก็คิดว่า จะกลับเมืองไทยมาตรวจ ก็รอไประยะหนึ่ง พอกลับมาเมืองไทยคุณแม่พาไปโรงพยาบาลตรวจ ตอนแรกคิดว่าเป็นซีส (ถุงน้ำ) หมอผ่าออกมาขนาดใหญ่กว่าลูกกอล์ฟหน่อย หมอให้ถือก้อนเนื้อนั้นไปที่ห้องแล็บ ตอนนั้นกลัวมาก แต่ก็พยายามคิดว่าเราไม่เป็นอะไร ก็เดินถือไปให้หมอ คุณหมอใช้เวลา 3 วันตรวจก็เจอ...หมอไม่พูดตรงๆ แต่หน้าเสีย บอกว่าต้องรักษา...

 

เริ่มต้นทำเคมีบำบัด คุณหมอแนะนำว่า ให้ทำร่างกายให้แข็งแรง ให้พร้อมรับเคมีบำบัด ใช้เวลาอีก 1 สัปดาห์กลับมาหาหมออีก หมอฉีดยาแก้แพ้ มียาฆ่ามะเร็ง 3 ชนิด ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ตอนนั้นไม่ค่อยรู้สึกตัว แต่พอกลับมานอนตลอด เหมือนคนเมารถเมาเรือ พอไปฉีดเข็มที่ 3 ทรมาน กินไม่ได้ เป็นแผลทั้งปากต้องดูดน้ำข้าว คุณหมอย้ำว่า ต้องพยายามทำร่างกายให้แข็งแรง เราก็ฮึดสู้...ผมร่วง แต่ไม่มาก ใครถามก็บอกว่าบวชชี ไปทำ 3 เดือนๆ ละ 2 ครั้ง ไปผ่าตัดแล้วทำเคมีอีก ทำตามคุณหมอแนะนำทุกอย่าง ทำอีก 4 เดือนๆ ละ 2 ครั้ง แล้วเราทำใจได้ว่า อย่างน้อยชีวิตเรายังมีอยู่ แต่แม่ตอนแรกทำใจไม่ได้

 

จากนั้นทำรังสีรักษา ไม่เจ็บร่างกายปกติดีแต่ซึมๆ รักษาจบขั้นตอนใช้เวลา 9 เดือน ตัดออกไป 1 ข้าง จากนั้นก็หาหมอทุกปี ตอนนี้ 10 ปี ผ่านมาก็ไม่มีอะไร (ปัจจุบันอายุ 33 ปี) เราทำใจได้ คิดว่าต้องกอบกู้ตัวเอง และโชคดีที่มีแม่เป็นกำลังใจตลอด มีเพื่อนที่ดี และอยู่ในคำแนะนำของแพทย์เคร่งครัด"

 

10 ปีผ่านไป มะเร็งร้ายหายไปจากชีวิต คุณหมอบอกว่า โชคดีที่เธอ "ตรวจ" เต้านมเจอในระยะแรกๆ และมารักษาได้ทันท่วงที เพราะฉะนั้นอย่าวางใจว่าเป็นสาวน้อยแล้วมะเร็งไม่กล้ำกราย คุณหมอ แนะนำว่าการตรวจเต้านมตั้งแต่อายุน้อยๆ ทำได้ง่าย ไม่เสียสตางค์

 

โดยตรวจเต้านมด้วยตนเอง (Breast Self Examination) ทำเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ผู้หญิงคุ้นเคยกับธรรมชาติ และความผิดปกติของเต้านมตนเอง ซึ่งเมื่อใดเกิดผิดปกติจะได้รีบพบแพทย์ แล้วเมื่อพบสิ่งผิดปกติมาพบแพทย์ ให้แพทย์ตรวจ (Physical Examination) เมื่อพบว่าผิดปกติจริงแพทย์จะตรวจ ด้วยเครื่องแมมโมแกรม คือ การถ่ายเอกซเรย์เต้านมหรือทำอัลตราซาวนด์

 

คุณผู้หญิงทั้งหลาย...ก่อนคุณจะเดินไปหาเครื่องตรวจจับผู้ร้ายที่ว่า.. คุณเริ่มตรวจ "เต้า" ตัวเอง ป้องกันไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ... ผู้ร้ายอย่างมะเร็งในยุคศตวรรษที่ 21 มันไม่น่าไว้ใจ เข้าใจยาก แต่การทำใจยอมรับมาไว้ใน "อ้อมอก" ยิ่งยากกว่าหลายเท่า ฉะนั้นอย่าปล่อยให้มันลอยนวลต่อไปเลย...

 

Ico48
khim [IP: 192.168.100.112]
11 มิถุนายน 2551 15:23
#30744

andy Pausch เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เป็นสามีของภรรยา เป็นพ่อของลูกๆสามคน และเป็นคนไข้โรคมะเร็งที่หมอบอกว่าจะอยู่ได้ประมาณ 3 ถึง 6 เดือน และได้รับคำเชิญชวนให้พูด lecture ที่คนโดยทั่วไปตั้งชื่อว่า last Lecture
การพูดครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการพูดเกี่ยวกับโรคมะเร็ง ไม่ใช่การพูดเกี่ยวกับครอบครัวภรรยาและลูกๆ และไม่ใช่เกี่ยวกับจิตวิญญาณหรือศาสนา แต่เป็นการพูดถึงการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง และการช่วยเหลือผู้อื่นให้ทำความฝันให้เป็นจริง และบทเรียนที่เรียนรู้มาในชีวิต
วันหยุดว่างๆ เป็นช่วงเวลาดีๆที่ได้ดูเรื่องที่น่าสนใจทางเนต เรื่องของโปรเฟซเซอร์แรนดี้ ได้รับทราบมาบ้าง ว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีมาก เป็นคนที่อยากให้โลกเราดีขึ้น อยากให้คนเราดีขึ้น จนวันนี้มีโอกาสฟังการพูดทั้งหมดเป็นครั้งแรก ดูแล้วก็รู้สึกเลยว่า แรนดี้เป็นคนมองโลกในแง่ดีจริงๆ มีกำลังใจสูงที่ต่อสู้กับกำแพงต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้ตัวว่าชีวิตอาจจะหมดไปในไม่กี่เดือนข้างหน้า และรู้เรื่องนี้ก่อนหน้าการเลคเชอร์นี้เพียงเดือนเดียว สำหรับคนที่สามารถรับกับข่าวนั้นและในหนึ่งเดือนออกมาพูดในที่สาธารณะแบบนี้ เก่งจริงๆ
เนื้อหาใจความที่พูดน่าสนใจมาก แต่ฟังไม่ทันทั้งหมด โชคดีที่มีการทำบทบรรยายไว้ สามารถเปิดดูได้ที่นี่ “บทบรรยาย Last Lecture”
Brick walls are there for a reason: they let us prove how badly we want things
กำแพงที่มีอยู่มีเหตุผลที่มีอยู่ เพื่อให้พิสูจน์ว่าความอยากได้มีมากแค่ไหน อืมม์ ในชีวิตพวกเราใครที่เดินไปจะไม่เจอกำแพงกันบ้าง ในระหว่างทางเราเจอคนดีๆที่คอยช่วยให้เราข้ามกำแพง แต่ที่สำคัญตัวเราเองต้องออกแรงปีนข้ามไปด้วย ในเลคเชอร์มีการพูดถึงคนต่างๆที่เข้ามาช่วยเรา และวิธีการที่เราจะได้คนมาช่วยเราเพิ่ม แรนดี้แนะนำไว้สี่ข้อที่จะทำให้คนอื่นช่วยเหลือเรา
• Tell the truth
• Be earnest
• Apologize when you screw up
• Focus on others, not yourself
เป็นหนึ่งชั่วโมงที่คุ้มค่าที่ได้เนื้อหาดีๆ และเห็นคนจริงๆที่เชื่อว่าโลกเราจะดีขึ้นและช่วยเหลือคนอื่นให้เดินไปถึงฝั่งฝัน และที่สำคัญยังเป็นคนที่ไม่ย่อท้อ แม้มาในช่วงที่ลำบากของชีวิต ก็ยังคงประพฤติปฏิบัติ Salute you Randy.
ขอบคุณที่มาของบทความนี้ค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=ji5_MqicxSo

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.186.91
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ