นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

วรวุธ
Ico64
รศ.ดร. วรวุธ วิสุทธิ์เมธางกูร
รองศาสตราจารย์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Network
Members · Following: 0 · Followed: 2

อ่าน: 2341
ความเห็น: 25

เงื่อนไขการขอตำแหน่งทางวิชาการ

กรุณาหันมาใช้เลือกแนวทางเดิม เพื่อเป็นการส่งเสริมบรรยากาศของความร่วมมือกันในการทำงานครับ

ตั้งแต่มีระเบียบใหม่เกี่ยวกับการขอตำแหน่งทางวิชาการซึ่งใช้มาได้ประมาณ 1-2 ปีนี้   มีเรื่องหนึ่งซึ่งผมเคยได้ตั้งข้อสังเกตและได้ขอให้ช่วยพิจารณาถึงผลกระทบก็คือ  ข้อที่กำหนดให้ผลงานที่จะนำเสนอได้ต้องมีสัดส่วนงานของผู้ขอตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 50 %

 การปฏิบัติที่ผ่านมาได้กำหนดให้ผลงานอย่างน้อย 1 เรื่อง ที่ผู้ขอตำแหน่งต้องมีสัดส่วนของงานไม่น้อยกว่า 50 %  ส่วนผลงานอื่น ๆ  อาจมีสัดส่วนไม่ถึง 50 % ก็ได้  ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ครับ เพราะผู้ขอตำแหน่งอย่างน้อยควรเป็นหัวหน้าในการทำผลงานสัก 1 ชิ้น

แต่ผมได้รับทราบมาว่าปัจจุบันจะกำหนดว่าผลงานชิ้นใดผู้ขอตำแหน่งมีสัดส่วนของงานไม่เกิน 50 % ก็จะไม่รับพิจารณาเลย   ซึ่งตรงนี้จะทำให้มีผลกระทบต่อความร่วมมือกันในการทำงานวิจัย/สร้างผลงานวิจัยของบุคลากรใน ม.อ. อย่างมากครับ

ประการแรกคือ  ผลงานแต่ละชิ้นที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา อย่างมากที่สุดจะสามารถนำไปใช้ขอตำแหน่งทางวิชาการได้ 2 คน  โดยจะต้องแบ่งสัดส่วนคนละ 50% เท่า ๆ กัน    หากมีคนใดคนหนึ่งมีสัดส่วนของงานเกิน 50 %  ผู้นั้นก็จะสามารถใช้ในการขอตำแหน่งได้เพียงผู้เดียว

ประการที่สอง บางผลงานหากมีการทำงานตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปอาจไม่มีผู้ใดสามารถนำไปใช้ขอตำแหน่งทางวิชาการได้เลยครับ หากแบ่งสัดส่วนโดยไม่มีผู้ใดได้เกิน 50 %

 แนวคิดแบบนี้จะไม่เป็นการส่งเสริมความร่วมมือกันในการทำวิจัย หรือบัณฑิตศึกษา   แต่กลับจะทำให้เกิดความแก่งแย่งและเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นครับ   แนวคิดเรื่องกลุ่ม ทีมวิจัย  สถานวิจัย ที่หลาย ๆ คณะ และมหาวิทยาลัยของเรา อยากให้มีขึ้นมาก ๆ ก็จะถูกต้านทานด้วยปัญหานี้  

 ดังนั้นผมใคร่ขอเชิญชวนให้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้  (ทั้งเห็นด้วยหรือเห็นต่าง) และขอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาทบทวนเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง และกรุณาหันมาใช้เลือกแนวทางเดิม  เพื่อเป็นการส่งเสริมบรรยากาศของความร่วมมือกันในการทำงานครับ

 วรวุธ

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 26 ธันวาคม 2551 10:27 แก้ไข: 26 ธันวาคม 2551 10:27 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
พิชญา ตัณฑัยย์ [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 12:15
#39546

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของอาจารย์วรวุธค่ะ

งานส่วนใหญ่ของตัวเองก็เป็นแบบงานที่ทำร่วมกันหลายคน หรืองาน multidiscipline มีผู้เชี่ยวชาญต่างสาขาหรือต่างมหาวิทยาลัย หรืองานวิทยานิพนธ์ที่ต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม

จะพบว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นวิธีใหม่ งานที่เคยทำไว้ ส่วนใหญ่ ทั้งที่ตนเองเป็นผู้เขียนหลัก แต่ก็กำหนดสัดส่วนของตนเองไม่ถึง 50%  เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ร่วมงาน  แม้กระทั่งนักศึกษาระดับปริญญาตรี เราก็ควรให้เกียรติใส่ชื่อให้เขา เพราะเขาก็มีส่วนสร้างสรรค์งานเช่นกัน เพื่อความภาคภูมิใจร่วมกันและสามารถนำไปใส่ใน CV เพื่อใช้สมัครงานได้

หากเป็นเช่นที่อ.วรวุธว่าไว้จริง ว่าไม่พิจารณางานที่มีสัดส่วนไม่ถึง 50% เลย ก็คิดว่า คงอีกหลายปี กว่าที่จะขอรศ.ได้ค่ะ (ทั้งที่ตัวเองตีพิมพ์บทความค่อนข้างเยอะแล้ว)

 

Ico48
คณดิถ เจษฎ์พัฒนานนท์ [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 13:45
#39554
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ครับ เพราะถ้าใช้เกณฑ์นี้จะทำให้เกิดงานวิจัยเชิงบูรณาการ (งานวิจัยที่ใช้คนทำวิจัยจากหลายสาขา) ยาก  ซึ่งไม่ดีต่อการพัฒนางานวิจัยในระดับประเทศต่อไปครับ
Ico48
ผกามาศ เจษฎ์พัฒนานนท์ [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 14:03
#39555

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของอาจารย์ทั้ง 3 ท่าน

การกำหนดกฏเกณฑ์ดังกล่าวน่าจะส่งผลให้อาจารย์หลายท่านที่กำลังรวบรวมผลงานสำหรับขอตำแหน่งท้อใจไปเลยก็ได้ เพราะผลงานของอาจารย์โดยส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานที่มาจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาซึ่งเราก็ควรจะต้องให้เปอร์เซ็นต์นักศึกษาไม่ต่ำกว่า 50% ถ้ามีอาจารย์ที่ปรึกษาเกิน 1 คน ก็คงไม่สามารถใช้ผลงานชิ้นนั้นได้แล้ว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากฏเกณฑ์จะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนเมื่อไร???

เห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของอาจารย์วรวุธ 100%
Ico48
รส ดร พิษณุ บุญนวล [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 15:13
#39562

เป็นหลักการหรือแนวทางที่สร้างความเสียหายกับแนวทางพัฒนางานวิจัยยุคใหม่ที่คณะวิศว และ มหาวิทยาลัย พยายามผลักดันมานานในเรื่องของการทำวิจัยร่วมกันของนักวิจัยในหลากสาขาความเชี่ยวชาญ และ จาก มากกว่าหนึ่งภาควิชา หรือแม้กระทั่งการร่วมมือกับนักวิจัยนอกมหาวิทยาลัย

ตามลักษณะการวิจัยดังกล่าวจะใด้บทวิจัยหรือ Paper ที่ต้องมีผู้เขียนหลายคน แล้วยังมีนักศึกษาอีกหนึ่งคน

เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วจะมีหน้าใหนที่จะมีส่วนในผลงานถึงครึ่งละครับ

มหาวิทยาลัยต้องรีบทบทวนโดยด่วน  ก่อนที่ทุกคนจะเลิกร่วมมือกันทำ  แล้วกลับมาเป็นต่างคนต่างทำ  นักศึกษาปโท ก็ไม่ต้องมี เพราะเดี๋ยวจะนับผลงานเกินครึ่งไม่ได้

มองเห็นหายนะของการพัฒนา อยู่ข้างหน้านี่เองครับ

อาจารย์รุ่นหลังๆ เขา นินทาคนคิดระเบียบนี้กันว่า

ขึ้นได้แล้ว ชักบันไดหนี   ผมว่าน่าจะจริงครับ

            อ พิษณุ 

(ผมขึ้นมานานแล้ว ไม่เคยชักบันไดหนี มีแต่คอยหย่อนบันไดรับให้มากขึ้นครับ) 

 

 

Ico48
เจริญยุทธ เดชวายุกุล [IP: 192.168.100.112]
26 December 2008 15:20
#39563
 

มองในแง่ดี ผลงานทุกอย่าง สุดยอดระดับโลก อลังการ very stronger academy หรือทำนองว่าคงมีคนจะได้รางวัล Nobel Prize จากการตั้งกฏเกณฑ์ทำนองนี้ก็ได้

มองในแง่ปานกลางคือ พวกเราต้องจ้องแลและทำท่าว่าจะระแวงกันมั่งเรื่องการแบ่งมรดกระหว่างหมู่ญาติ

มองในแง่ร้าย สมรรถนะทุกอย่างของชีวิตการทำงานที่นี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเกิดภาวะความ กังวล ระแวง ไม่มั่นคงเพราะ เครียด กฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันเกิดการไม่ยอมรับ

เปรียบการเล่นแข่งบอลทีมชาติชนะเลิศ เล่นกันเหนื่อย สุดท้ายนายประตูไม่ได้เหรียญ เขาให้แต่คนยิงประตูได้เอาไปเลยเหรียญทอง ทีมเล่นชนะครั้งเดียวเลิก เพราะกรรมการแจกเหรียญเฉพาะคนยิง

เอวัง เลิกเล่นดีหว่า บอลเพื่อตัวเอง บอลเพื่อชาติ

ไปวิ่งดีหว่า วิ่งคนเดียวเหนื่อยคนเดียว แพ้คนเดียว ชนะคนเดียว รางวัลกินคนเดียวไม่เกี่ยวใคร

Ico48
พรชัย พฤกษ์ภัทรานนต์ [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 15:53
#39569
ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ทุกท่านที่เขียนมาครับ
Ico48
ณัฎฐา [IP: 192.168.100.112]
26 ธันวาคม 2551 16:11
#39570

 

เห็นด้วยกับความเห็นของอาจารย์ทุกท่านค่ะ บางท่านเขียนได้ดีมาก  ขอร่วมแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยค่ะ  เนื่องจากความหลากหลายของคณะ หลายสาขาวิชา และหลากหลาย Reasearch areas/fields ธรรมชาติของงานวิจัยแต่ละสาขาแตกต่างกัน บางงานมาจากการเก็บข้อมูล  บางงานต้องใช้เวลาสร้างเครื่องมือก่อนถึงจะทดลองได้ บางงาน Simulation อย่างเดียว บางงานต้อง Design ต้อง Test อย่างละเอียดถึงจะถูกยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารได้ บางงานจำเป็นต้องอาศัยความรู้หลายๆด้าน เป็นต้น จึงขอวิงวอนให้คณะกรรมการพิจารณากฎเกณฑ์การขอตำแหน่งวิชาการได้คิดถึงข้อนี้ด้วย อย่าคิดเฉพาะด้านของตนเองอย่างเดียว

  • เห็นด้วยครับ ว่านโยบายนี้ จะไม่ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมเท่าไหร่ โดยเฉพาะหากสมาชิกทีมกำลังก่อร่างสร้างตัวทางวิชาการ
  • นโยบายออกมาแบบไหน ก็ไม่แปลก ระหว่างขั้ว "ข้ามาเดี่ยว เก่งคนเดียว" กับขั้ว "เรามาเป็นทีม"
  • อยากให้คนทำงานแบบ "ข้ามาเดี่ยว เก่งคนเดียว" ก็โดยตั้งระบบรางวัลล่อใจว่า มีรางวัลเดียว สำหรับเบอร์หนึ่งเท่านั้น (กรณีนี้ คือ ต้องเกิน 50 % จึงจะนับ ก็คือบังคับว่า มีรางวัลเดียว เพราะ 100 % - 50.00001 %  ลบยังไงก็ไม่มีวันงอกเกิน 50 %)
  • มีนิทานจีนเล่าว่า ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง คิดกำจัดขุนพลเสี้ยนหนามหลายคน ก็ตั้งรางวัลเดียวสำหรับผู้เก่งที่สุด แล้วมอบรางวัลให้คนที่ไม่ค่อยเก่ง
  • ผลคือ เกิดเรื่องตามหลังมากมาย จนตอนหลัง ตายกันยกทีม สมใจอยาก เพราะระบบ รางวัลเดี่ยว สำหรับพิฆาตทีม นี่แหละ
  • หากอยากได้แบบ "เรามาเป็นทีม" ก็ต้องล่อใจอีกแบบ มีหลายรางวัล ลดหลั่นตามสัดส่วนงาน
  • นโยบายออกมายังไงก็ไม่แปลก เป็นเรื่องชอบธรรมหมด เพราะผู้กำหนดนโยบาย ยังไงก็ต้องเลือกนโยบายอะไรสักอย่างที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด เข้าท่าที่สุด ดูดีที่สุด ในกรณีนั้น
  • แต่จะแปลก ถ้านโยบายออกมาว่า ทุกคนต้องทำเกิน 50 % และมีทีมงานเข้มแข็ง
  • และจะยิ่งแปลกไปใหญ่ ถ้า KPI ดันกำหนดให้มีระบบทีมเข้มแข็ง เข้าไปด้วย
  • หว่านพืชแบบไหน เก็บเกี่ยวผลแบบนั้นครับ

 

 

 

 

    ก่อนอื่นอยากให้กรรมการผู้ที่เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข จาก "ไม่น้อยกว่า 50%" เป็น "ไม่เกิน 50%" ช่วยชี้แจงเหตุผลครับว่าเพราะอะไรและมีแนวความคิดอย่างไร เพราะจะช่วยไขความสงสัยที่ทุกคนมีได้

   กรณีแรก หากผมพยายามหาเหตุผล ว่าทำไมจำเป็นต้องเกิน 50% ถึงจะใช้ขอตำแหน่งวิชาการได้ พอนึกได้อย่างหนึ่งคือเพราะต้องการให้งานชิ้นนั้น เป็นข้อพิสูจน์จริง ๆ ว่าผู้นั้นเหมาะที่จะได้ตำแหน่งวิชาการที่สูงขึ้นจากงานที่ตนทำเป็นหลักแต่ผมก็นึกไม่ออกเลยว่าจาก ดร. ไปจนถึง ศ. ต้องเก็บตัวทำงานคนเดียวกี่ครั้ง หรือไม่ก็เห็นแก่ตัวเอา % เยอะกว่าคนอื่นไปกี่หน เพื่อจะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งวิชาการ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ ต้องตกลงกับเพื่อนร่วมงานให้ได้ว่างานนี้ขอ % เยอะเพราะตัวเองทำเยอะจริงซึ่งจะเห็นว่ามันมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนอยู่ในตัว

   กรณีต่อมาจากที่อ่านหลาย ๆ ความคิดเห็นแล้วก็ดูเหมือนว่าเงื่อนไขใหม่ที่ตั้งขึ้นไม่ได้ส่งเสริมการทำงานวิจัยร่วมกันเพราะไม่มีแรงจูงใจอีกต่อไป

   ส่วนตัวผมมองว่าตำแหน่งวิชาการเป็นแรงจูงใจให้มีการผลิตผลงานวิชาการเพราะจะได้ทั้งลาภและยศที่เพิ่มขึ้น (ใคร ๆ ก็อยากได้ ยิ่งได้ง่ายยิ่งดี) แต่ถ้าพูดอย่างไม่ลำเอียง ตำแหน่งวิชาการก็ควรจะบอกถึงระดับความสามารถของผู้ที่ได้ด้วยเช่นกัน 

   ถ้าถามว่า ประเด็นเรื่อง 50% นั้นผมมองอย่างไรแน่นอนผมคิดเหมือนกันว่ามันจะลดความร่วมมือแต่ขณะเดียวกันผมก็มองผลงานที่ใช้ขอตำแหน่งวิชาการได้ก็ควรจะเป็นผลการทำงานของคน คนนั้นที่มากกว่าคนอื่น

   สุดท้ายเพื่อส่งเสริมการผลิตผลงานวิจัย ควรสนับสนุนทุกทางที่ทำได้ส่วนเงื่อนไขการขอตำแหน่งวิชาการแน่นอนต้องมีกฏ แต่ก็ต้องใช้ผู้ที่มีความชำนาญและเป็นกลางออกกฏ ว่าจะมาสัมพันธ์กับผลงานวิจัยอย่างไรถึงจะเหมาะสม เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ตำแหน่งวิชาการไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยทางวิชาการมีเพียงเงินประจำตำแหน่งที่สำคัญ

ไม่ทราบว่า ถ้าสายวิชาการมีการกำหนดแบบนี้ ต่อไป สายสนับสนุนที่ถูกเชียร์ให้มาคิดร่วมกันว่าจะทำวิจัยสถาบันเรื่องอะไรดี จะถูกกำหนดให้ล้อตามกันหรือเปล่าคะ  ...สภาพคงไม่ต่างกัน..หากมาร่วมมือกันก็คงต้องตกลง (แย่ง) กันเหมือนกันว่า เรื่องนี้ ใครจะเอา 50% up เพื่อเอาผลงานไป upgrade ตัวเอง...

ทีม..ทีม..ทีม...มีจริงหรือเปล่าคะ.. ^_^

  • ขอเพิ่มเติมครับ
  • แนวคิดเรื่องทีม และแนวคิดเรื่อง สหวิทยาการ เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงบ่อย
  • แต่เท่าที่เห็น คนกล่าวถึง ใช้ท่าทีกล่าวถึงเหมือนกับเล่าเรื่องสัตว์ประหลาดในป่าหิมพานต์ ที่ตัวเองก็ไม่เคยเห็น "ตัวเป็น ๆ"
  • ทีม และ สหวิทยาการ มีเงื่อนไขเฉพาะตัว จึงจะเกิดได้ ไม่ใช่แค่โยน KPI เข้าไป เดี๋ยวมันก็งอกมาเอง
  • คำว่า มิตรภาพ เป็นเงื่อนไขสำคัญ
  • คำว่า ความร่วมใจ มาก่อน ความร่วมมือ
  • คำว่า คุณสำคัญกว่า เป็นคาถาเดียวที่ผูกให้เกิดทีม ไม่ใช่ ฉันคือหัวแถว
  • ผมเคยทำงานวิจัยร่วมทีมกับ ดร.วิภาดา (ComSci) ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมที่ดี ทำให้คิดว่า ตัวเองมีบุญที่ได้เห็นคำว่า ทีมสหวิทยาการ ที่แท้จริง
  • เห็นแล้วถึงได้รู้ว่า ทีม ไม่ใช่แค่การจับคนแปลกหน้ามาอยู่ด้วยกันและขับเคลื่อนด้วย KPI
  • ทีม คือ สิ่งมีชีวิตในระนาบที่สูงขึ้นไปกว่าระดับตัวคนเดี่ยว ๆ เกาะเกี่ยวอยู่ด้วยกันด้วยไมตรีจิตและการหันจุดแข็งของแต่ละคนออกมาจัดการปัญหา และแม้มีสัดส่วนน้อยแค่ไหนในงาน ก็เป็นสัดส่วนน้อยที่จำเป็นแบบคอขาดบาดตาย ขาดแล้วงานล้ม
  • แบบนี้ ทีม = ผลบวกของ คุณภาพสูงสุดในแต่ละด้านที่เป็นไปได้ คูณ สัดส่วนความสำคัญของด้านนั้น
  • ถ้าเอาแนวคิด 50% ที่ว่าแบบนี้มาเป็นตัวตั้ิงฐานคิด ทีมใหญ่แบบทุกคนล้วนสำคัญแบบนี้ จะไม่เกิด
  • ถ้าจะเกิด ก็จะเกิดแบบทีมเล็ก ๆ ที่ความสัมพันธ์เป็นแบบ นาย-ทาส หรือแบบ แบ่งสรรผลประโยชน์ ธรรมดา ซึ่ง ทีม = ผลบวกของ คุณภาพหารเฉลี่ย คูณ สัดส่วนงาน
  • เมื่อหลายปีก่อน ผมผ่านไปแถวสุราษฎร์แล้วได้กลิ่นเหม็นโชยมาตอนผ่านหน้าโรงงานที่ติดป้ายว่าได้มาตรฐานคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อม
  • ระบบใหม่ ที่มีส่วน "ส่งเสริมเกื้อหนุน" ทีมสหวิทยาการ ก็จะไม่ต่างจากฉลากบ่งมาตรฐานหน้าโรงงานดังกล่าว คือ ฟังแล้ว ดูดีมาก
Ico48
บุญเจริญ [IP: 192.168.100.112]
28 ธันวาคม 2551 17:02
#39613

เห็นด้วยกับทุกๆท่านครับ

 

Ico48
วิริยะ [IP: 192.168.100.112]
29 ธันวาคม 2551 10:13
#39625
ไม่ว่ากรรมการจะเป็นใคร หรือกลุ่มบุคคลใดควรยอมรับความจริงบ้างว่าผลงานเดียวกันเกิดจากความร่วมมือของหลายๆคน เมื่อก่อนท่านก็เคยทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ใช่หรือ แล้วที่ผลงานน้อยกว่า 50% ท่านไม่เคยคิดเลยหรือว่าเขาได้มาด้วยความทุ่มเทแค่ใหน อยากเห็นความเห็นของผู้ใหญ่ระดับรองอธิการที่ดูแลฝ่ายวิจัยและ ผอ.สำนักวิจัย ที่ผู้อาวุโสทั้งสองพยายามผลักดันให้ทำงานเป็นทีมนะครับ ผมมีความเชื่อ (ส่วนตัว) ว่าท่านไม่ได้มีแนวคิดแบบนี้แน่ หรือว่ามหาวิทยาลัยหรือกรรมการดังกล่าวอยากตั้งแต่พวกสถานวิจัย หน่วยวิจัย แต่ขอให้ทำงานตัวใครตัวมันเสียแล้ว โอ้ยปีนี้ (2551)ช่างมีเวรกรรมจริงๆ

ประเด็นของสายสนับสนุนที่คุณ เจนวดี นั้น ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่จะล้อตามของสายวิชาการ   แต่แนวปฏิบัตินี้อาจขึ้นกับการตีความของคณะกรรมการครับ จากข้อสังเกตที่เดิมเลือกใช้วิธีหนึ่ง (ไม่น้อยกว่า 50% อย่างน้อย 1 ผลงาน) แต่กลับเปลี่ยนไปใช้อีกวิธีหนึ่ง (ไม่น้อยกว่า 50% ทุกผลงาน)

 แต่หากมีการใช้เช่นเดียวกันก็ จะเกิดปัญหาคล้าย ๆ กัน และจะมีสายสนับสนุนพัฒนาขึ้นมาน้อยลงไปอีก เพราะส่วนใหญ่การทำงานจะมีอาจารย์สายวิชาการเป็นที่ปรึกษา หรือผู้นำทีมครับ

Ico48
กำพล [IP: 192.168.100.112]
29 ธันวาคม 2551 11:05
#39633

อยากทราบว่ากฏเกณท์นี้ออกจากที่ใด  จำได้ว่ามีเกณท์ลักษณะเช่นนี้มาก่อนเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว ซึ่งคณะบดีเคยมาชี้แจงให้ฟัง  ดังนั้น ข้อคิดเห็นที่หลาย ๆ คน แสดงไว้นี้ เข้าใจว่ามีบางคนอาจจะนึกว่าเป็นเรื่องที่ออกมาจากกรรมการพิจารณาผลงานในส่วนของมหาวิทยาลัยหรือของคณะ

ผมลอง search หาดูเกี่ยวกับระเบียบที่ว่า จาก Website ของ คณะกรรมการการอุดมศึกษา http://www.mua.go.th ก็ ไปเจอ หน้านี้ครับ http://www.mua.go.th/users/he-commission/law2.php
 ผมไม่แน่ใจว่า ระเบียบที่กำลังพูดถึงกันอยู่จะเป็นฉบับนี้
http://www.mua.go.th/users/he-commission/doc/law/private%20law%20(2)/2.18%20designate%20teacher%20P%20(3)%202550.pdf
 หรือเปล่า เพราะ "ว่าด้วย ... สถาบันอุดมศึกษาเอกชน" แต่คิดว่าในส่วนของเนื้อหา คงไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น "เอกชน" หรือ "ในกำกับของรัฐ"

เนื้อหาส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้ น่าจะอยู่ที่หน้า 35 หัวข้อ "ลักษณะการมีส่วนร่วมในผลงานวิชาการ" ซึ่งเป็น "เอกสารแนบท้ายระเบียบ

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความเป็น "เอกสารแนบท้าย" นี่ จะเป็นเพียง "คำแนะนำ" หรือ ส่วนหนึ่งของ "ข้อบังคับ" ... เดาๆเอาจากที่คุยกัน น่าจะหมายถึงอย่างหลังเสียมากกว่า แต่ทำไมถึงเป็นเอกสารแนบท้าย? ถ้ามันเป็นข้อกำหนด ตั้งแต่แรกแล้ว รวมเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบไปเสียเลย ไม่ดีกว่าหรือ? หรือคนร่างระเบียบเพิ่งมาคิดได้เมื่อภายหลัง :)

ใครที่มีประสบการณ์กับเรื่องของการร่างระบเบียบ ถ้าช่วยให้ความกระจ่างหน่อย ก็เป็นพระคุณอย่างสูงคร้าบ 

Ico48
สมชัย [IP: 192.168.100.112]
05 มกราคม 2552 11:55
#39748
อ่านหลายๆความเห็นแล้ว มีความคิดแปลกๆขึ้นมาว่า เหตุใดจึงมีกฏเกณฑ์เช่นนี้ ปัญหาอยู่ที่ว่า ผลงานที่ทำเป็นทีม เมื่อจะนำไปขอตำแหน่ง กลับขอได้เพียงไม่กี่คน จะเป็นไปได้ไหมที่จะขอตำแหน่งกันเป็นทีม เสมือนว่า ทีมงานหนึ่งทำผลงานออกมาเยอะเลย เมื่อขอตำแหน่ง ก็ได้ตำแหน่งกันทั้งทีมเลย :)

ขอขอบคุณอาจารย์วรวุธ ที่ได้จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา โดยส่วนตัวแล้วทำใจแล้วค่ะ และจะรอดูมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สอบตก KPI หรือสมศ หรือกพร. หรือระบบคุณภาพต่างๆ   บางครั้งการสะท้อนอะไรไปก็ไม่มีใคร get ต้องให้เห็นภาพกระทบทั้งมหาวิทยาลัยก่อน แล้วค่อยกระดุกกระดิก  ไม่ใช่ประชดนะคะ แต่ดูแววแล้วน่าจะเป็นแบบนี้ กำลังรอดูอยู่ว่าจะมีท่านผู้ใดกล้าหาญลุกขึ้นมาปรับระบบ

ดูง่ายๆเลย หลักการให้ทุนวิจัยของประเทศ จะสนับสนุนงานที่เป็น multidiscipline แต่การนำผลงานไปใช้ เป็นแบบข้ามาคนเดียว เพราะต้อง 50%  แล้วจะหาผู้ใดมาร่วมงานกันละคะ  แค่นี้ก็ค้านกันเองแล้ว ผลงานก็จะต้องเพิ่ม ทุนวิจัยก็ต้องหาเพิ่ม แล้วนโยบายแบบนี้ จะไปรอดเหรอ   ตรงนี้ก็ต้องปลดล็อกค่ะ

อยากฝากท่านผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย ว่า คุณค่าของผลงาน ก็ต้องประเมินที่ผลงาน และระบบก็มี reader อ่านผลงานอยู่แล้ว ในแง่ของคุณภาพเรียกว่าได้รับการควบคุมอยู่แล้ว  ดังนั้นการมาตีค่าของคนเป็น % นั้นไม่ช่วยอะไรเลย นับวัน ยิ่งบั่นทอน  แค่ระบุว่างานนั้นต้องเป็นชื่อแรก หรือ corresponding author  ก็น่าจะใช้ได้แล้ว  ดังนั้นคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากว่าจะมีการนำมาใช้ทั้งการคิดภาระงาน คิดสำหรับข้อมูลสำหรับระบบคุณภาพทั้งหมด สุดท้ายที่สำคัญก็ยังมีผลต่อบรรยากาศการทำวิจัยของสงขลานครินทร์แห่งนี้

สังเกตอะไรบางอย่างกันมั๊ย ท่านนักวิชาการทั้งหลายว่าถ้ามีการแบ่งคุณค่าของผลงาน หรือคุณค่าของคน เป็นตัวเลข ก็จะเกิดปัญหาแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ไปเรียนเมืองนอกกันมาก็เยอะ  ทีอื่นๆเขาทำอย่างที่เราดำริทำกันหรือปล่าว (แบบที่พูดกันว่ามาตรฐานมีคุณภาพมากๆ โดยเอา% มากำหนด ยังกะชั่งน้ำหนักหมู)  สำหรับที่ๆตัวเองไปเรียน บรรยากาศวิจัยดีมากๆ  เราจะสังเกตได้ว่า paper ของชาวต่างประเทศที่เขาเจริญแล้ว  Prof. ที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเขาอยู่ชื่อสุดท้าย และการนับก็นับเป็นผลงานจะไม่มานั่งนับว่าจะมีส่วนกี่ % เขานับที่ชิ้นงานค่ะและดูที่คุณภาพของ journal ที่ตีพิมพ์  และที่สำคัญเขาก็ให้เกียรตินักศึกษาที่เป็นคนทำงานนั้นๆเป็นชื่อแรก  อันนี้คือการพัฒนาบัณฑิตศึกษาควบคู่กับงานวิจัย   แต่ถ้าทำแบบเราก็จะไม่มีใครรับนักศึกษาหรอก  หรือถ้ารับก็จะมีแบบที่ไม่ใส่ชื่อนักศึกษา หรือใส่ไม่ครบ หรือใส่แต่ให้สัก 10% ตรงนี้คนขี้อายเขาก็ไม่ทำกัน   ระบบแบบนี้ช่วยกันสร้างให้เกิดในมอ. เถอะค่ะ

ยังมีบางคณะฯ หัวเสอีก  รวมผลงานที่ใช้ขอต้องครบ 100% เอากันเข้าไป  เห็นถึงระบบชักบันไดหนีที่ชัดเจนมากๆเลย  ย้อนไปดูสมัยตัวเองขอกันบ้างมั๊ย เพราๆกันบ้าง 

หากไม่มีการปรับอะไร ชาวมอ.ก็ได้รอดู ความวินาศของระบบและบรรยากาศวิจัย ก็มีแต่ตัวกู ของกู %กู ก็อยู่คนเดียว ไม่ต้องทำงานกับใคร  หรืออยากจะให้สังคมมอ. เป็นอย่างนี้  ถึงได้มีนโยบายหรือกฎเกณฑ์แปลกๆแบบนี้

สรุปแล้วคุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข   ทุกคนที่มาร่วมงานชิ้นหนึ่งๆมีความสำคัญเท่าเทียมกัน  สิ่งที่คิดว่าควรจะทำอย่างยิ่งคือต้องสนับสนุนให้คนเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการอย่างจริงใจ  สร้างสรรค์ และระบบ maintain ผลงานว่าหลังจากได้แล้ว ต้องมีงานหรือผลงานเท่าไหร่ เพราะตรงนี้มีเงินตอบแทน  ตรงนี้น่าคิดมากกว่า  อย่างไรก็ตามหากมีการทบทวน ขอให้คิดทั้งระบบ  คิดให้รอบ คิดให้ทั่ว และคิดให้ครบกับผลกระทบทุกด้าน

 

Ico48
ตั้งใจเข้ามาร่วมความคิดครับ [IP: 118.173.154.253]
14 มีนาคม 2552 17:12
#42335

เบื่อวงการวิชาการที่ว่ามีกึ๋น แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีกึ๋นเลย!!!

วันนี้ได้ไปฟังผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการระดับมหาวิทยาลัยของเรา  ฟังแล้วก็ยังรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม เนื่องจากแต่ละคำถามที่มีคนถามไปและเป็นประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาอยู่  แต่คำตอบที่ได้ดูเหมือนจะไม่มีอนาคตเลย แม้กระทั่งสัดส่วน % การมีส่วนร่วม ที่ดร.วันดี เคยแชร์ความคิดไว้  เป็นแบบที่อาจารย์เขาว่าจริงๆ และเพิ่งรู้อีกว่าในโลกนี้มีประเทศไทย ที่ทำแบบนี้    แล้วไปดูเพื่อนเขาบ้างได้มั๊ยว่าเขาทำอย่างไรกัน???    เขาถึงเจริญก้าวหน้าทางงานวิจัยและเอาไปใช้ได้จริง   แต่ท่านผู้ทรงคุณวุฒิบอกว่าแก้ไม่ได้หรอกเป็นความผิดของรุ่นพี่พวกคุณน่ะทำไม่ดีเอาไว้  เอ้า! รุ่นพี่พวกเราก็คงจะเป็นรุ่นใครล่ะ? คิดดูนะครับ   สรุปว่ารุ่นนี้ก็รับกรรมไปเถอะ   พอดีคนตอบเขาก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของสาขาที่ไม่ได้ใช้คนมากในการทำวิจัย  ก็เลยอธิบายยังไงก็นึกไม่ออก เนื่องจากสาขาของท่านเป็นสาขาที่เขียนผลงานวิจัยตีพิมพ์ด้วยคนหนึ่งเดียว หรืออย่างมากก็ 2 คน  มันก็เลยเกิด อย่างน้อย 50% ขึ้นมา  ผมเห็นด้วยกับดร.วันดี แล้วละครับว่าคงต้องรอสอบตกกันก่อน  ในเมื่อมองแต่ปริมาณที่เป็นตัวเลข โดยไม่คำนึงถึงคุณค่าของคน มองภาพดูนะครับว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นในวงการนี้  น้องๆรุ่นใหม่ เขาก็จะไม่ทำอะไรที่เป็นงานส่วนรวมแล้ว ณวันนี้ก็เกิดขึ้นแล้วครับ  จะให้ทำกิจกรรมหรืองานเพื่อส่วนรวม  เขาก็ถามว่าผมหรือดิฉันจะได้ LU เท่าไหร่???     นี่หรือลูกพระบิดาครับ   ท่าทางจะสวนกับพระราชปณิธานของท่านครับ  ตอนนี้เรากำลังจะปล่อยให้เกิดบรรยากาศที่ว่า จงถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่หนึ่ง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่ 2 แล้วล่ะครับ เพราะอะไรหรือครับ เฉลย เพราะคนคิดกฎอันนี้ขึ้นมาทำตัวสวนกับพระราชปณิธานของพระราชบิดาครับ   เนื่องจากว่าการทำแบบนี้จัดการง่าย ใช้ตัวเลขตีค่าไปเลย  แต่ไม่สนใจผลกระทบครับ  คนมีกึ๋นควรทำอย่างไรล่ะครับ  ช่วยกันคิดหน่อยครับ

ในที่สุดก็ยังคงจะใช้ไม้บรรทัดอันเดียวกันวัดอาจารย์และวัดสถาบันทั่วประเทศ  เจตนาที่คิดจะคุมกำเนิดสิ่งที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่มันจะทำให้บั่นทอนความรู้สึกของคนดีๆนะครับ   อาจารย์พีรพงศ์ และอาจารย์อัครวิทย์ถามได้โดนใจคนหลายคน  และอีกหลายคนฟังคำตอบแล้ว ก็ไม่อยากถามหรือพูดคุยแล้ว เนื่องจากคำตอบไม่ได้คิดแก้ปัญหา และเฉลยด้วยว่าตอบแบบ defensive   แต่อ้างว่ากฎเป็นเช่นไรก็ต้องทำตามกฎ  แน่นอนครับ  สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นเองครับ

  • ผมลองคิดเล่น ๆ ว่า สมมตินักฟิสิกส์ที่ CERN พิสูจน์เรื่องฮิกส์-โบซอนได้
  • ขอโทษครับ post มีปัญหา เพิ่งเห็น
  • ผมลองคิดเล่น ๆ ว่า สมมตินักฟิสิกส์ที่ CERN พิสูจน์เรื่องฮิกส์-โบซอนได้ เวลาตีพิมพ์ ก็จะลงชื่อผู้เขียนแบบบัญชีหางว่าวเต็มหน้ากระดาษ
  • กรณีนี้ ถ้ามาเจอเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพของประเทศไทย รับรอง นักฟิสิกส์กลุ่มนี้ ตกงานเรียบ

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ยกเรื่องนี้มานะครับ

เพราะเคยเอามาถกกันหลายๆ รอบกับนักวิจัยเช่นกันครับ

จริงๆ แล้วผมยังนึกไปถึงประเด็นก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำว่า ควรจะมีคณะกรรมการในการทำหน้าที่เป็นแมวมองว่าใครถึงเวลาที่น่าจะขอได้แล้ว ใครเหมาะสมที่น่าจะขอก็ให้คณะกรรมการเหล่านั้นส่งใบเชิญถึงนักวิจัยเหล่านั้นเพื่อให้ส่งเอกสารเข้ามาพิจารณาตำแหน่ง  มองภาพแล้วจะดีกว่าการที่ อาจารย์หรือนักวิจัยผู้นั้นจะยื่นขอเอง ผมมองที่คุณค่าของตำแหน่งน่าจะน่ายกย่องหรือน่าประทับใจ เพียงแต่คณะกรรมการอาจจะต้องทำงานหนักหน่อย แต่หากทำระบบไอซีทีให้เข้าท่าก็สามารถรู้ได้ว่าใครถึงพร้อม  ถึงพร้อมด้วยผลงาน

สำหรับเรื่องการกำหนด 50% ผมเคยสอบถามกับหลายๆ ท่าน ได้เหตุผลว่า เพราะเค้าอยากให้คนที่ได้รับตำแหน่งวิชาการมีความเข้มข้นในด้านนั้นๆ และเป็นผู้ทำวิจัยมากกว่าผู้อื่น แต่เรื่องเหล่านี้ก็จะไปขัดแย้งกันกับการทำงานเชิงบูรณาการ เพราะปัจจุบันปัญหาวิจัยแก้คนเดียวไม่ได้ แก้สองคนก็อาจจะไม่ได้ แต่ปัญหากระทบร่วมกัน หากแก้คนเดียวสองคน น้ำหนักงานวิจัยก็ไม่เทียบเท่า

หลายๆ อย่างควรจะมีการพิจารณา ที่ไม่ให้กฏเกณฑ์มันหย่อนหรือตึงเกินไป และไม่บั่นทอนคนอยากทำงานร่วมเป็นทีม และนักวิจัยเองก็อาจจะต้องมีจรรยาบรรณโดยไม่หวังที่จะขอให้ชื่อตัวเองไปเสียบห้อยอยู่ในงานวิจัยต่างๆ

ผมเองเน้นการทำงานเป็นทีม ดังนั้นตอนนี้เปเปอร์แต่ละชิ้นอาจจะมีคนร่วมทำงานมากกว่าสามคน เน้นงานเป็นสำคัญ ยศ ตำแหน่ง ผมว่าเป็นเพียงเครื่องประดับหรือผลพลอยได้ แต่ในวงการวิจัยบ้านเรา นักวิจัยธรรมดา กับนักวิจัยที่มีตำแหน่ง การตอบรับแตกต่างกันมาก ตลอดจนอื่นๆ การสร้างคนใหม่ๆ จึงสำคัญมากๆ ที่จะต้องคิดให้รอบ ผมเห็นโปสเตอร์ที่จีน เค้าใส่ชื่อเข้าไป 11 คน ทำให้มองย้อนกลับมาว่า เอเค้าจะเอาไปขอผลงานทางวิชาการกันอย่างไรหนอ หากใช้เกณฑ์พิจารณาแบบบ้านเรา

อย่างศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งชาติเยอรมัน ชื่อคนทำงานในโปสเตอร์ เจ็ดคน เค้าจะเอาไปแบ่งกันอย่างไรหนอ อีกอย่างที่ผมรู้สึกแปลกๆ มากคือตอนทำงานวิจัยแล้วมีกระดาษมาให้เราเซ็นว่า เราทำงานกี่ % หากเอาใจเขามาใส่ใจเรา กรณีที่เราเป็นหัวหน้าวิจัย แล้วเขียนชื่อเราลงไป 50-60% หากเราอ่านใจเพื่อนร่วมงาน เค้าจะรู้สึกอย่างไรหนอ นี่คือสิ่งที่ควรระวังเช่นกัน

การจะครองทีมให้ดีในการทำวิจัยร่วมกันจึงสำคัญมากๆ เพราะหากบั่นทอนเสียด้วยกฏบางอย่างในเบื้องต้น แทนจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการวิจัย อาจจะเป็นอย่างอื่นครับ

Differentiation by Rules  and Integration by Hearts. ขอฝากประโยคนี้กันเอาไว้นะครับ

เป็นการแบ่งแยกส่วนด้วยกฏเกณฑ์และการบูรณาการด้วยหัวใจ

 การแยกคนจึงทำได้ง่าย แต่การบูรณาการใจคน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ

ทำอย่างไรให้ ม.อ.เป็นชุมชนที่สร้างประโยชน์ให้ชุมชนอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสนใจกับ Impact factor มากนักแต่ ม.อ.ควรจะสนใจ Social Impact Factor ผลกระทบทางสังคมเป็นสำคัญ (ตามรูปแบบของงานวิจัยแต่ละประเภท)

ขอบพระคุณมากครับ 

Ico48
ร่วมด้วช่วยกันคิด [IP: 218.163.151.250]
16 มีนาคม 2552 00:18
#42369

เสียงสะท้อนต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ทราบว่า ดังไกลไปจนเขาถึงผู้ออกกฎนี้ ท่านอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัยหรือยังครับ ถ้าเรามัวแต่ถกกันอยู่ตรงนี้ โดยผู้ที่มีอำนาจไม่ได้ยินอย่างจริงจัง เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไรครับ เราคงไม่ต้องรอให้มีการตั้งสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขึ้นมาเพื่อรักษาสิทธิของพนักงานมหาวิทยาลัยกันนะครับ (รวมถึงพนักงานบางท่านด้วย) แปลกดีนะครับ ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญปัญหาที่ว่า ผู้ออกกฎมิใช้ผู้ใช้ แต่ผู้ใช้มิใช่ผู้ออกกฎ เราควรจะเปลี่ยนเป็น ผู้ออกกฎเป็นผู้ใช้ และผู้ใช้เป็นผู้ออกกฎ นะครับ ตอนนี้พนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมาก แต่มีพนักงานมหาวิทยาลัยกี่คนที่ได้เข้ามาออกกฎเพื่อปกป้องรักษาสิทธิของตนเองกันบ้าง น่าจะมีการศึกษากันบ้างก่อนออกกฎนะครับว่ามหาวิทยาลัยในประเทศที่เจริญแล้วเขาได้วางระบบเรื่องนี้อย่างไร อย่ามัวแต่นั่งเทียนคิดและเขียนเอง ดูประเทศรอบข้างเขาเสียบ้างว่าทำไมเขาก้าวไปไกลมากกว่าประเทศเรา (ทั้งที่เมื่อก่อนตามหลังเรา) แต่ละประเทศมีศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์หรือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มากขนาดไหน เขาช่วยผลักและดันรุ่นน้องให้มีตำแหน่งทางวิชาการกันอย่างไร มิใช่กีดกันรุ่นน้องไม่ให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการกันอย่างไร ถ้าดูให้ดีจะพบว่างานวิจัยต่าง ๆ หรืองานวิจัยเด่น ๆ ในต่างปรเทศมิใช่มีผู้วิจัยเพียงแค่คนเดียวหรือสองคนแต่ร่วมทำเป็นคณะหลายคนจนได้งานวิจัยที่ดีมีคุณค่าออกมา ทำไมเราไม่ทำตามแบบอย่างที่ดีจากเขาละครับ อีกอย่าง ที่บอกว่ารุ่นพี่พวกคุณทำไว้ไม่ดีจึงต้องออกกฎแบบนี้ ผมว่ามันไม่ยุติธรรมเลยนะครับ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมสิครับ จะให้คนที่ไม่ได้ทำมารับกรรมมันถูกต้องซะที่ไหน เราควรใช้นโยบายชมเชยไม่ใช่นโยบายลงโทษกันแล้วนะครับ

ตกลงว่ามหาวิทยาลัยต้องการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม ต้องการเพิ่มผลงานวิจัยที่มีคุณค่า ต้องการสร้างความสามัคคี ความปรองดองและลดความเห็นแต่ตัวลงของบุคลากร มอ. หรือ ต้องการทำลายความสามมัคคี ทำลายความปรองดองกัน ทำลายความตั้งใจในการทำงานร่วมกัน เพิ่มความเห็นแก่ตัวกัน ลดงานวิจัยที่มีคุณค่าลง ใช่หรือเปล่าครับ

ลองย้อนกลับไปอ่าน พระราชปณิธานของพระบิดาดูนะครับว่า ท่านสอนอย่างไร ผมว่าท่านสอนให้เราเห็นแก่ส่วนรวมก่อนส่วนตัว แต่นโยบายที่เกิดขึ้นมันกลับตรงกันข้ามหรือเปล่าครับคือเห็นแก่ส่วรตัวก่อนส่วนรวม

เสียงสะท้อนเหล่านี้น่าจะดังไปจนได้ยินถึงผู้ออกกฎ ท่านอธิการบดี รวมถึงสภามหาวิทยาลัยด้วยนะครับ เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มิใช่ก่อให้เกิดการทำลายระหว่างกันของชาว มอ

Ico48
รวมตัวด้วยคน [IP: 192.168.100.112]
19 มีนาคม 2552 09:19
#42515
เห็นด้วยครับ  ฝากอาจารย์วรวุธนะครับ  ส่ง forward link ของ share อันนี้ให้ผู้บริหารระดับมหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัย ช่วยกันอ่านและลุกขึ้นมาทำอะไรได้แล้ว  พวกเราชาวมอ.นั้นเป็นเด็กดีกันตลอด แต่หากปล่อยให้เกิดแบบนี้  อนาคตเป็นสิ่งที่พวกเราต้องเผชิญ คนออกกฎเขาก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเลย ถึงเวลาทำงานไม่ไหวแล้ว ก็แยกย้ายกัน  แต่ผลเสียรุ่นเราต้องรับกันเต็มๆๆครับ  อาจารย์เองก็เป็นผู้บริหารช่วยหน่อยครับ   ไม่มีอะไรแก้ไขไม่ได้ หากเราลุกขึ้นมาช่วยกัน  จะล่าลายเซ็นต์กันทั้งมหาวิทยาลัย ก็ย่อมทำได้  แต่ลองให้ผู้บริหารเขาพินิจดูก่อนว่า ท่านจะทำอย่างไรได้บ้างนะครับ  ขอบคุณครับ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.226.76.98
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ