นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1598
ความเห็น: 1

ขุนเขาที่เดียวดาย

 
23 ธ.ค. 2553 ผมเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อร่วมประชุมคณะอนุกรรมเทคนิคด้านพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่และด้านประสิทธิภาพทรัพยากรและพลังงาน (เฮ้อ! แค่เขียนก็เหนื่อยแล้ว จะจำชื่ออนุกรรมการที่ไปประชุมได้มั๊ยเนี่ยะ!)
 
คณะอนุกรรมการส่วนมากก็เห็นตรงกันว่า งานวิจัยในบ้านเรามันวนเวียนอยู่ที่ step 1, 2, 3 ในขั้นต้นเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะไปขั้นตอน 4, 5, 6, 7, 8, 9 เอาเสียเลย คือจบที่การตีพิมพ์ แต่ไม่สามารถพัฒนาให้ไปสู่การใช้ประโยชน์ได้
 
กรรมการท่านหนึ่งเปรียบเปรยว่าเส้นทางจากนักวิจัยไปสู่ผู้ใช้งานนั้นเหมือนมีเหวมาขวางกั้นอยู่ ดังนั้นโจทย์จากผู้ใช้ก็มาไม่ค่อยจะถึงผู้วิจัย และผลงานที่ผู้ทำวิจัยทำเสร็จ(ตามแนวทางของนักวิจัย)ก็ไม่ค่อยจะไปถึงมือผู้ใช้
 
เราต้องถมหุบเหวนี้หรือสร้างสะพานเพื่อให้เกิดการสื่อสารได้ชัดเจน ให้นักวิจัยรับรู้สภาพความเป็นจริงของฝ่ายปฏิบัติการ หรือรับรู้ว่าฝ่ายปฏิบัติการหรืออุตสาหกรรมต้องการอะไรกันจริง ๆ
 
2 สัปดาห์ที่แล้ว มีนักศึกษาปริญญาโทของภาคฯไปทำงานที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่ง ที่เสนอโจทย์ปัญหาเข้ามา เราก็พยายามตีโจทย์และแก้ปัญหา แต่สิ่งที่เราเตรียมในห้องปฏิบัติการนั้นมีความแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงงานจริง ๆ และเขาก็บอกว่า ที่เราเตรียมนั้นมันสะอาดหรือดีเกินไป จนสิ่งปนเปื้อนหรือสิ่งเจือปนที่เป็นปัญหานั้นมีอยู่น้อย เพราะในอุตสาหกรรมจริง ๆ กระบวนการที่เขาทำนั้นต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้มากที่สุด มันจึงส่วนที่ดีมาก ดี และพอใช้ปะปนกัน แต่เมื่อมาผสมรวมเข้าด้วยกันแล้ว มันก็ได้มาตรฐานผ่านเกณฑ์ไปได้ แต่นักวิจัยเราชอบเน้นคุณภาพเข้าไว้ก่อน (โดยไม่ได้คำนึงในด้านเศรษฐศาสตร์) มักทำของดีราคาแพงอยู่เป็นประจำ โจทย์วิจัยที่ทำไปจึงไม่สามารถนำไปใช้งานได้ งานนี้ เราก็ได้เรียนรู้และปรับตัวกลับมาว่า ต้องเตรียมให้เหมือนกับอุตสาหกรรมที่เขาทำกัน
 
ตรงนี้แหล่ะครับที่ต้องสื่อสารกันให้เข้าใจ อย่างแท้จริง งานวิจัยของเราจึงจะตรงใจกับผู้ใช้งาน
 
อีกประเด็นที่เป็นปัญหาในงานวิจัยของบ้านเราก็คือระบบวิจัย และวัฒนธรรมการเอื้ออาทร และวัฒนธรรมการไม่วิพากษ์แบบตรงไปตรงมาเชิงสรรสร้างครับ
 
ระบบวิจัยของเราก็เป็นระบบโดดเดี่ยว คือนักวิจัยใหม่ก็ไขว่คว้าหาทุนวิจัยกันไปเองโดยไม่มีพี่เลี้ยงคอยฟูมฟักอย่างจริง ๆจังๆ ก็มีการใส่ชื่อที่ปรึกษากันเอาไว้นะครับ แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยจะได้ปรึกษากันหรอก เอาลายเซ็นแปะไว้เท่านั้น อาจเป็นเพราะระบบเราไม่ได้เน้นอาชีพนักวิจัยก็เป็นได้ วัฒนธรรมของความอ่อนโยน จึงผ่อนผันกับสิ่งเหล่านี้เรื่อยมา ทำให้ผลงานวิจัยส่วนมากออกมาแล้ว ก็เอาไปพัฒนาต่อไม่ได้ เราก็บอกกันไปว่า ก็นี่เป็นการพัฒนานักวิจัยใหม่ พัฒนากันไป 20 ปี แล้ว ข้อเสนอก็ยังเป็นนักวิจัยใหม่กันอีกต่อไป ก็คือไปจับเรื่องใหม่มาขอทุนวิจัยกันต่อไป ตั้งชื่อหรู ๆ ดี ๆ เช่น นาโนเทคโนโลยี ก็จะได้ทุนวิจัยกันต่อไป
 
วัฒนธรรมของเราเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างมากตรงนี้ครับ เน้นการตรวจสอบ proposal เมื่ออนุมัติงานวิจัยไปแล้ว ก็เกือบจบ เพราะไม่ค่อยได้ติดตามกัน (ผมก็อยู่ในระบบแบบนี้ครับ)
 
ผมมองงานวิจัยด้านเทคโนโลยีที่ผมทำเป็นแบบเทคโนโลยีระดับกลาง ๆ ครับ หากต้องใช้ไฮเทคโนโลยีมากไป ผมก็ไม่ทำ เพราะผมรู้ว่าหากต้องซื้ออุปกรณ์ราคาแพงจากต่างประเทศมาใช้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร และข้อสำคัญผู้ซื้อเขาไม่ซื้อเทคโนโลยีจากนักวิจัยอย่างเรา ๆ หรอกครับ เพราะมันไม่มีหลักประกันว่ามันจะได้ผล และหากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ไม่สามารถเคลมความเสียหายได้ ผมไม่เคยเฟ้อฝันไปไกลขนาดนั้นนะครับ ผมชอบทำงานในระดับกลาง ๆ หาประสบการณ์ สร้างความสำเร็จในระดับเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง จะดีกว่า ผมเน้นไปที่ระดับชุมชนมากกว่า ส่วนที่จะได้มากกว่านั้น ผมถือว่าเป็นผลพลอยได้ครับ
 
เทคโนโลยีที่ผมเห็นเป็นผลสำเร็จก็คงเป็น ไบโอแก๊ส ครับ ที่ผลงานนักวิจัยไทยเป็นที่ยอมรับ กระจายสู่ภาคเอกชนให้สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนนี้ต้องขอชื่นชมครับ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผลงานของ ม.อ. เราเอง
 
นักวิจัยส่วนใหญ่ของไทยเราพยายามทำวิจัยในส่วนที่ต่อเนื่องจากวิทยานิพนธ์ที่ตนเองทำมา โดยไม่ได้ดูบริบทความต้องการของสังคม ชุมชน อันนี้ก็อาจเป็นจุดด้อยหรือความเชื่อที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาได้เช่นกัน เพราะในงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกนั้น เราต้องการความเป็นเอกลักษณ์ แต่งานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นั้น เป็นการผสมผสานพหุศาสตร์ ทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การตลาด เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และอาจพ่วงการเมืองเข้าไปด้วยก็ได้   
 
งานวิจัยของบ้านเราจะยังคงเป็นขุนเขาที่เดียวดาย หากยังไม่ปรับกระบวนทัศน์... คือสูงแต่อ้างว้าง
 
ผม..เอง
 
หมวดหมู่บันทึก: วิจัย - วิจัยสถาบัน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 24 ธันวาคม 2553 15:59 แก้ไข: 24 ธันวาคม 2553 15:59 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

...พหุศาสตร์ ที่ท่านว่ามา ได้ข่าวว่าตัวหลังสุดสำคัญที่สุด ตัวอย่างเช่น ...เม็กละเม็ก (ไม่ขอเฉลยว่าคืออะไรครับ ...อย่าถาม)

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.228.8.80
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ