นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1703
ความเห็น: 6

ระบบการศึกษาที่เปลี่ยนไป!

  2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ผมได้ฟังนักศึกษานำเสนอความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ปริญญาโท-เอก และในรายวิชาปริญญาตรี ที่ผมมอบหมายให้ไปค้นคว้าบทความวิชาการและมานำเสนอหน้าชั้นเรียนในช่วง 4 วัน เกือบๆ 40 กลุ่ม ใช้เวลาไป ราว 16 ชั่วโมง  
ในรายวิชาปริญญาตรีนั้น ผมมอบหมายให้นำเสนอแบบนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เพราะอยากให้นักศึกษารู้จักค้นคว้าหาความรู้ใหม่เองเป็น ฝึกการอ่านเขียนภาษาอังกฤษ ฝึกการนำเสนอหน้าชั้น เริ่มจาก 1 คน 1 บทความ จากนักศึกษาทั้งห้อง 30 คน มาเป็น 2 คนต่อ 1 บทความ จากนักศึกษา 60 คน
 สอนแบบนี้ผู้สอนสบายขึ้นหรือไม่? 
ต้องบอกว่างานหนักกว่าเดิมครับ เพราะเมื่อนักศึกษาได้บทความ แล้วอ่านไม่เข้าใจก็จะมาพบผมนอกเวลาเรียนเพื่อให้แนะนำ และตอนนั่งฟังการนำเสนอผมก็ต้องตั้งใจฟัง ว่านักศึกษาจะบอกอะไรเรา มีอะไรที่เขาเข้าใจไม่ถูกต้อง ต้องพยายามช่วยให้กำลังใจ นศ.ที่พยายามจะนำเสนอ บางคนก็ตื่นเต้น บางคนก็ไม่พร้อม กำหนดการที่ระบุให้พูด 15 นาที ต่อบทความ ส่วนมากพูดเกินเวลา บางคนพูด 30 นาที ด้วยความเห็นใจที่นศ.ตั้งใจทำงานโดยละเอียด ตั้งใจจะนำเสนอในสิ่งที่เขาทำ ผมก็ต้องปล่อยให้เขาพูดจนจบ ถึงแม้จะเตือนไปตลอดว่าให้รักษาเวลา แต่ในทางปฏิบัติมันก็คุมเวลาไม่ได้
 หากจะเปรียบเทียบคุณภาพนักศึกษาในปัจจุบันกับในอดีต ผมว่ามันก็ต่างกันมากพอควร นักศึกษาในอดีตกลัวการนำเสนอมากกว่า และพยายามทำความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้งมากกว่า power point ก็ประณีตกว่า แต่นักศึกษารุ่นหลัง ทำงานเหมือนกับงานเพิ่งเสร็จก่อนนำเสนอสัก 2 ชั่วโมง คำสะกดผิดเต็มไปหมด และดูเหมือนจะไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านี้มากเสียด้วย ขนาดผมประกาศว่าจะแขวน power point ของเขาไว้ใน website ของรายวิชานี้ใน portal.psu.ac.th ด้วยซ้ำ เขาอาจมองว่าการนำเสนอเป็นเหมือนกับเป็นหน้าที่ที่ถูกบังคับให้ทำ โดยไม่ได้พยายามนำเสนอให้ตัวเองดูดีที่สุด

ผมแวะไปแถวเจบี. แหล่งกวดวิชา ก็พบนักเรียนเดินเต็มไปหมด เขาใช้เวลาเรียนมากกว่าตอนผมเรียนมากมายนัก
 สังคมแห่งทุนนิยม ที่เห็นการศึกษาเป็นธุรกิจ เปลี่ยนแปลงสังคมการศึกษาไปมากนะครับ ความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และนักศึกษาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างมาก ในตอนผมเรียนมัธยมปลายนั้น อาจารย์ที่สอนผมเห็นว่าผมมีแววจะเรียนใช้ได้ ก็มอบหนังสือ มอบแบบฝึกหัดให้ผมไปทำมากเป็นพิเศษ มากกว่าที่ให้ไว้ในชั้นเรียน แถมเมื่อผมติดขัดไปถามโจทย์ที่บ้าน ท่านยังเลี้ยงน้ำเลี้ยงขนมอีกด้วย ความซาบซึ้งในตัวครูบาอาจารย์ของผมจึงมีภาพดีๆเหลืออยู่มากมาย และเมื่อผมได้รับมาแล้วในช่วงเวลาที่ผมต้องส่งถ่ายต่อ ผมก็คิดว่าการให้ความคิด/ความรู้แก่ลูกศิษย์ ต้องให้ด้วยความเมตตา ไม่ได้มีความคิดเชิงธุรกิจมาเกี่ยวข้องเลย  
ตอนผมเรียนที่จุฬาฯ รุ่นพี่ก็ติวให้ด้วยความเมตตา คือ ฟรี แต่ผมไปเรียนไม่กี่ครั้งก็เลิก เพราะฟังแล้วไม่รู้เรื่องมากนัก เอาเวลาไปอ่านเองเข้าใจมากกว่า แต่ได้ฟังมาว่า เดี๋ยวนี้รุ่นพี่ในม.อ. ตั้งโต๊ะติวรุ่นน้องแบบเก็บเงิน ผมก็อึ้งไปหมด ธุรกิจการศึกษามันขยายตัวไปทุกระดับแล้ว มันไม่มีความรู้สึกดีๆที่จะให้แก่กันมากมายอีกแล้ว ความเป็นรุ่นพี่-รุ่นน้อง คงเป็นเพียงคำเรียกหา ไม่ได้มีความเคารพกันจริงๆอีกแล้วกระมัง
 

การเรียนของนักเรียน/นักศึกษาในปัจจุบัน อาจถูกเร่งรัดด้วยสภาพสังคม เกือบทุกคนรู้ว่าการศึกษาจะนำพาตนเองไปสู่สถานะทางสังคมที่สูงกว่า ทั้งด้านเงินทอง เกียรติ ศักดิ์ศรี ดังนั้น เป้าหมายจึงไม่ใช่ความรู้แต่เป็นปริญญา ขอให้ผ่านแต่ละปีแต่ละปีไป ตั้งแต่ชั้นมัธยม ถึงจะมีการทุจริตในการสอบบ้างก็ไม่ได้สนใจ เพราะใครๆก็ทำกันทั้งนั้น ขอให้สอบผ่านไปปีๆหนึ่ง ทุกอย่างทุกประการขอไปเสี่ยงดวงเสี่ยงวาสนากันเอาเองข้างหน้า เรียนหรือติวเพื่อให้ทำข้อสอบได้ ไม่ได้หวังว่าจะมีความรู้ความเข้าใจในเชิงลึก (ขอคิดในเชิงลบสักนิด)

 
นักศึกษาพึ่งตัวเองน้อยลงครับ คิดเองน้อยลง ด้วยเขาคุ้นเคยกับการสอบการหาความรู้แบบฉาบฉวย จะทำรายงานส่งครู ก็ไป load จาก internet มาส่ง อาจไม่ได้อ่านด้วยซ้ำ ไม่ได้ทำความเข้าใจเลย ทำให้หนาเข้าไว้ สวยๆเข้าไว้ ครูรับมาแล้วจะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่สามารถรู้ได้ เพราะมันมีมากมาย แต่การที่ครูให้คะแนนจากรายงานมันดูเท่ดี และสอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียนและกระทรวง ระบบการศึกษามันก็เลยกลวงไปทั้งระบบแหล่ะครับ
 จะให้ว่ายังไงล่ะครับ ก็อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไปหากินทำธุรกิจด้วยการเปิดติวเตอร์กวดวิชาเพื่อ entrance จนมั่งมีให้ครูระดับมัธยมดูก่อนนี่ครับ ครูมัธยมก็คงจะบอกว่า ทำไมจะต้องให้อาจารย์มหาวิทยาลัยมีรายได้พิเศษแบบนี้อยู่ฝ่ายเดียว ก็ขอทำธุรกิจนี้บ้าง แล้วก็ลามไปสู่ครูประถม และครูอนุบาลต่อไป 
พ่อแม่ก็เป็นตัวส่งเสริมการกวดวิชา ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ส่งเสริม เมื่อลูกมาขอเงินเรียนกวดวิชาก็จ่ายให้ไป เพราะกระแสสังคมมันแรง ลูกไม่กวดวิชาก็ไม่มั่นใจว่าจะรู้เรื่องเท่าเพื่อนหรือไม่ จะสอบ entrance ได้ในคณะที่ต้องการหรือไม่ เพราะเพื่อนทุกคนที่เรียนในห้อง เรียนพิเศษเรียนกวดวิชากันทั้งสิ้น คงต้องเข้าใจนะครับว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันมันเป็นอย่างนี้แล้ว
 

ก็คงมีนักศึกษาส่วนหนึ่งนะครับ ที่พ้นจากวงจรนี้ นักศึกษาที่รู้จักตัวเอง ก็จะเรียนรู้ได้อย่างดี แต่จำนวนนักศึกษากลุ่มนี้ เราอาจจะเห็นจำนวนน้อยลงไปทุกที ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า มหาวิทยาลัยอื่นๆจะพบกับสถานการณ์เช่นเดียวกันหรือไม่? 

ก็คงต้องประเมินสภาพความเป็นจริงให้รู้สาเหตุอย่างชัดเจน และแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น ตามศักยภาพที่เรามีแหล่ะครับ 

ผม..เอง 

หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 09 กุมภาพันธ์ 2553 18:01 แก้ไข: 09 กุมภาพันธ์ 2553 18:01 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

(^________^)

โดยส่วนตัวแล้ว ปุกปุยว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจมาก เพราะแม้เราจะรู้สึกตัวทัน แต่ก็ดูเหมือนจะทำอะไรไม่ทัน และคุ้นชินกับบรรยากาศของกระบวนการทำให้เป็นสินค้า..เมื่อนักการศึกษาคิดค้ากำไรจากความรู้ นักศึกษา(ลูกค้า)ย่อมต้องหวังเอาความรู้ไปค้ากำไรจากโลก (หรือเปล่า)  ... น่าคิดนะคะ

เคยอ่านพบประเด็นการค้าความรู้จากบางช่วงบางตอน ของหนังสือเรื่อง "เดินสู่อิสรภาพ" ประมวล เพ็งจันทร์  สมาชิกชาวแชร์ถ้าชอบแนวๆนี้ อยากให้อ่านกันค่ะ   

ด้วยจิตคาระวะ

ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง

       เมือลูกศิษย์ถูกเปลี่ยนให้เป็นลูกค้า  การกระทำของคนในองค์กรคือการมีกำไรจากการลงทุน ภายในเวลาที่กำหนด โดยลูกค้าเองก็ต้องพอใจ ตัวเขาก็ออกไปเป็นสินค้าที่สามารถทำกำไรได้ต่อ  ในสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโต

    เมื่อลูกศิษย์คือผู้สมัครใจเข้ามาเพื่อรับการพัฒนาให้เป็นคนดี   คนเก่ง  เพื่อจะได้มีที่ยืนในสังคมอย่างมีคุณค่าและมีความสุข ตัวเขาก็ออกไปเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น  เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆให้มีที่ยืนทางสังคมอย่างเขาในสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโต

     ณ.ที่นี่เรากำลังจัดสมดุลตนเองกับความจริงที่เกิดขึ้น  จากสิ่งที่เปลี่ยนไป  เพื่อก้าวไปสู่สมดุลใหม่ อย่างรู้เท่าทัน 

       ก็ทำหน้าทีกันต่อไป  ภายใต้ความเปลี่ยนแปลง

 ยังคงมี ที่บางแหล่ง  คนบางกลุ่ม   และหลายๆองค์กร  คงความเสียสละของการเป็นผู้ให้  โดยไม่หวังกำไรใดๆ อยู่ในสังคมนี้   "การอยู่ร่วมกันอย่างแบ่งปัน" 

           ด้วยความขอบคุณ อ.คนธรรมดา ที่แบ่งปันข้อมูล  อันเป็นประสบการณ์ชีวิต 

       

 

ระบบการศึกษา น่าจะเหมือนเดิม แต่ผู้สอนเปลี่ยนไป
อาจารย์หลาย ๆ ท่านได้ ลดระดับความเข้มข้น ในการสอนลงไปเยอะ จนนักศึกษาเอง เลิกตระหนักว่า ต้องตั้งใจในการเรียน
ส่วนตัวผมเอง เรื่องของคะแนน หรือ การสอน จะกดคะแนนเด็กไว้เยอะ นักศึกษาเอง เข้าใจและพยายามทำงานให้ดีขึ้นตามลำดับ บางครั้งกดคะแนนมาก นักศึกษาก็จะมาถามเหตุผล และจะขอไปทำเพิ่มเติม ซึ่งผมก็อนุญาติ แต่จะบอกไปว่า คงให้คะแนนเต็มไม่ได้ เพราะเป็นการแก้ไขรอบสอง นักศึกษาก็กลับไปทำมา ดีขึ้นมาก

กฏมีไว้เพื่อรักษาความเรียบร้อย แต่คนคุมกฏต้องนำมาใช้อย่างจริงจังด้วย

ต้องขออภัย หากมองต่างมุม เกินไป

Ico48
gusto [IP: 58.8.204.119]
11 กุมภาพันธ์ 2553 21:49
#54039
   มองว่ายิ่งมหาลัยยิ่งรับเด็กมากขึ้นเท่าไร ในขณะที่การขยายตัวของเครื่องมือและอาจารย์ไม่พอ ก็เป็นที่มาของการด้อยคุณภาพ หรือควบคุมคุณภาพไม่ได้ แต่หากรักษาความเข้มของการประเมินผลก็จะทำให้เด็กมีปัญหา KPI คณะก็มีปัญหาเป็นที่มาของผู้บริหารบางท่านไล่บี้ ว่าทำยังไงให้เด็กผ่านไป ระบบเลยต้องอ่อน หรือผ่อนปรน หรือแม้แต่เมื่อเด็กมากก็การเข้าถึงผู้สอนมีน้อยลงจึงเป็นที่มาของผู้ที่อยากติวคิดเงินเกิดขึ้น จากแรงกระตุ้นของสังคมภายนอกที่เห็นว่าติวแล้วรวย รับเกินเป็นกอบเป็นกำ หลายคณะแก้ปัญหาโดยควักกระเป๋าของคณะจ้างอาจารย์ติวนอกเวลาเพื่อแก้ปัญหาการเรียนอ่อน  จริงๆไม่อยากเห็นภาพ เรียนติวแบบคิดเงินในมหาวิทยาลัยเลย หลายคนติดมาจากมัธยมที่ต้องเรียนติวไม่งั้นเรียนไม่ได้ เลยพอเข้ารั้วมหาลัยก็เลยพยายามหาที่ติว เป็นช่องให้สามารถทำเป็นธุรกิจได้ ไม่อยากให้ถึงวันที่เหมือนกับ ม. เปิดชื่อดัง ที่หน้ามหาลัยมีที่ติวเยอะไปหมด นศ. ไม่ต้องเข้าเรียนก็มาติวจนผ่าน
Ico48
gustoo [IP: 58.8.204.119]
11 กุมภาพันธ์ 2553 21:56
#54041
    ผมว่าเราต้องสอนให้เด็กคิดมากกว่าปัจจุบันครับ ปัจุบันเด็กคิดเองไม่ค่อยได้ ต้องทำตามที่สอน ตัวอย่างนอกเหนือที่สอนน้อยคนที่จะขวนขวายหาอ่านเสียเหลือเกิน ผมจึงมีความรู้สึกว่าการปลูกฝังให้นักศึกษาสามารถหาความรู้เอง และค้นคว้าได้เอง เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในระดับอุดมศึกษานี้ น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่อาจารย์ระดับอุดมศึกษาน้อยท่านจริงๆ ที่จะทำวิจัยในชั้นเรียนของรายวิชาของตัวเองว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ผู้บริหารน่าจะให้อาจารย์ทุกคนทำวิจัยในชั้นเรียนอย่างน้อยสองปีครั้งนะเนี่ยต่อวิชานะเนี่ย

เรื่องการคิดต่างกันนั้นผมถือเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องคิดต่างกันอยู่แล้วครับ

 

ประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของอายุทำให้มองต่างเช่นกัน

 

ผมเป็นอาจารย์มามากกว่า 30 ปี ยังมองเห็นภาพลูกศิษย์แต่ละรุ่นได้ดี

 

ลูกศิษย์รุ่นแรกที่ผมสอนคนหนึ่งสร้างความประทับใจมากที่สุด เพราะผมอายุน้อยกว่าเค้า แต่เมื่อเขาเห็นผมที่ไรเป็นต้องปลีกตัวปลีกเวลามาทักทาย สวัสดีผมก่อนทุกครั้ง เพราะเขาก็อยู่ในช่วงวัฒนธรรมเดียวกันกับผม

 

ผมเพียงรู้สึกถึงความห่างกันในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ที่ดูเหมือนจะห่างกันมากขึ้น

 

ในเรื่องการสอนนั้น ผมก็พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการไปในทุกๆปี แต่พฤติกรรมมนุษย์นั้นอาจเป็นเหมือน iceberg model ส่วนที่อยู่ใต้น้ำนั้นจะแก้ไขได้ยากและส่งผลมายังพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็น

 

สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลมากมายนะครับ เช่นเราจะพบว่าการเรียนภาษาอังกฤษจะเร็วขึ้น หากจับเราไปปล่อยที่ๆมีคนรอบข้างพูดภาษาอังกฤษกันทั้งนั้น

 

 

 

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.215.33.158
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ