นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

คนธรรมดา
Ico64
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 5 · ผู้ติดตาม: 22

อ่าน: 1698
ความเห็น: 7

เรียนรู้จากความล้มเหลวในการสอนแบบเรียนรู้ด้วยตนเอง

 บันทึกนี้ ขอนำเสนอความล้มเหลวในวิธีการสอนของผมในเทอมที่ผ่านมา (1/2553) 
เมื่อเทอมที่ผ่านมา ผมทดลองการเรียนรู้ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ด้วยการให้นักศึกษาเรียนรู้และสอนกันเอง
 ในรายวิชานี้ ผมมีหนังสือที่ใช้ประกอบการสอนอยู่เรียบร้อยแล้ว ก็แบ่งออกเป็น 20 ตอน มอบหมายให้นักศึกษากลุ่มละประมาณ 3 คน (นักศึกษาจับกลุ่มกันเอง) จับสลากหัวข้อที่ได้รับ และออกมาสอนกันเอง โดยแต่ละกลุ่มก็เตรียม ppt เตรียมตัวอย่างที่จะนำเสนอโดยอิสระ 
ผมให้คะแนนส่วนนี้ไว้ 50% และอีก 50% เป็นคะแนนจากการสอบกลางภาคและปลายภาค
 ผมก็เข้าไปนั่งฟังการสอน ตั้งคำถามเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจชัดเจนขึ้น สอนเพิ่ม อธิบายในบางตอนที่ยากๆ (ในส่วนที่กลุ่มที่รับผิดชอบการสอนก็ยังไม่เข้าใจดีเพียงพอ) การตั้งคำถามก็มีทั้งถามนักศึกษาผู้บรรยาย เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ถามเพื่อนในประเด็นที่ตนเองยังไม่เข้าใจดีพอ ถามผู้เรียนเพื่อทดสอบว่า ผู้เรียนตั้งใจเรียนและติดตามบทเรียนที่เพื่อนๆสอนได้เข้าใจหรือไม่ (ซึ่งอาจรวมไปถึงการเตรียมตัวก่อนเข้าชั้นเรียนอีกด้วย) 
นักศึกษาบางกลุ่มก็ตั้งใจที่นำเสนอในการสอนได้อย่างดีมาก มีการค้นคว้ามาเพิ่มเติม มีการหาตัวอย่างใหม่ๆ นอกเหนือจากในหนังสือที่ประกอบการสอนมาสอน/อธิบายเพิ่ม ในภาพรวม ๆ แล้วผมก็พอใจ ที่ได้เห็นการเรียนรู้ของนักศึกษาจากที่พวกเขาได้แสดงออกมาให้ผมเห็น บางคนตั้งใจในการอธิบายมาก
 แต่เมื่อผลการประเมินการสอนสิ้นภาคออกมา ผมก็พบว่า นักศึกษาไม่ชอบการเรียนการสอนแบบนี้ครับ 
มีการประเมินออกมาในลักษณะที่บอกว่าผมไม่ทุ่มเทกับการสอน อาจเห็นว่าผมนั่งฟังสบายๆ ซึ่งในความรู้สึกของผมนั้น ผมคิดว่าผมทำงานมากกว่าการสอนปกติ เพราะผมต้องตั้งใจฟัง ต้องประเมินว่า สิ่งที่นักศึกษาสอนไปนั้นมีประเด็นใดบ้างที่ยังขาดอยู่ และต้องพูดสอนเสริมให้สมบูรณ์ ต้องตั้งคำถาม เรียกว่าต้องมีความตั้งใจมากกว่าปกติ ผมว่าถ้าผมสอนเองตามปกติ ผมจะเหนื่อยน้อยกว่านี้ เพราะแค่ออกไปยืนบรรยายในรายวิชาที่ผมสอนมามากกว่า 20 ปี ไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาอะไร สำหรับผมมากนัก
 ผมก็มานั่งคิดว่า นักศึกษาคงไม่ชอบ เพราะต้องทำงานหนักมากขึ้น บางกลุ่มก็ไม่ได้นำเสนอดีมากนัก แบบเอาเพียงพอผ่าน ๆไป และเพื่อนนักศึกษาก็อาจพบว่า ตัวเองเสียเวลาและได้ความรู้น้อยกว่าการที่ผมจะเป็นผู้สอนเอง การสอนจากนักศึกษา 20 กลุ่มที่มีสไตล์แตกต่างกันทำให้ยากแก่การเข้าใจ เพราะหากผมเป็นผู้สอนเองอาจเข้าใจง่ายกว่า ได้ความรู้มากกว่าก็เป็นได้ 
อันนี้ก็เป็นการประเมินแบบเอาผลลัพธ์เป็นตัววัด คือ เอา output มาเป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะแนวที่ผมคิดคือผมจะวัดจากกระบวนการเรียนรู้ (process) คือดูว่านักศึกษาได้แสดงออกในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร จากการที่ต้องพึ่งพาตนเองหรือศึกษาด้วยตนเองว่าได้ดีเพียงใด คือประมาณว่า เมื่อเขาจบไปแล้วนั้น เขาก็ต้องหาความรู้ใส่ตัวด้วยตนเองแล้วน่ะ และนี่คือบททดสอบก่อนจบ ซึ่งผมพบว่าบางคนมีพัฒนาการที่ดี คืออ่านจากหนังสือแล้วนำมาอธิบายให้เพื่อนฟังได้อย่างเข้าใจ การเรียนรู้แบบเข้าใจและได้ถ่ายทอดต่อไปนั้น ผมถือว่าได้เรียนรู้ในเชิงลึกได้มากกว่ากัน (อันนี้ว่าตามทฤษฎีเลยนะครับ)
 ก็เข้าใจว่านักศึกษาเขายังเคยชินกับการเรียนรู้ในระบบเดิม หรืออาจเป็นเพราะว่าผมยังทำได้ไม่ดีเพียงพอก็ได้  
สรุปว่า การเรียนรู้แบบนี้ล้มเหลวครับ แต่ก็ยังมีนะครับที่นักศึกษาให้คะแนน 5 เต็มกับผม แต่ก็มีจำนวนน้อยครับ
 ผมก็ไม่ได้คิดมากอะไร การล้มเหลวก็เป็นการเรียนรู้ชนิดหนึ่ง ผมก็รู้ว่า เส้นทางนี้เดินไม่ได้ และก็ยังพอใจที่ได้ทดลองทำแบบนี้ดู 

ตอนนี้ก็กลับมาตั้งหลักคิดกันก่อนว่า จะเอาอย่างไรดีในครั้งต่อไป ครับ บันทึกนี้ก็เพื่อแบ่งปันว่า วิธีสอนแบบนี้สำหรับนักศึกษาวิศวกรรมเคมีนั้น ยังทำม่าย..ด้าย...

 ผม..เอง 
หมวดหมู่บันทึก: การเรียนการสอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 17 พฤศจิกายน 2553 15:54 แก้ไข: 17 พฤศจิกายน 2553 15:54 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

การประเมินเป็นส่วนของ "ความพึงพอใจ" ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพล ต่อการให้ rating น่าจะมีหลายอย่าง

ความคุ้นชิน ความมีอคติ หรือ ......

อย่างน้อยที่สุด ยังมีนักศึกษาที่ให้ rating 5 อยู่ แสดงว่า ....

ถ้าการประเมินโดยผู้สอน ในภาพรวมแล้ว process การเรียนรู้ ดีขึ้นจากการเรียน การสอนแบบเดิม หรือ output ตอนท้ายไม่ต่างจากเดิมนัก

การปรับเปลี่ยน คงต้องอาศัยสิ่งเร้า หลายๆ อย่าง รวมถึงจำนวนครั้งด้วยครับ

ผมมองว่า การทำซ้ำ ยังเป็นเรื่องที่น่าท้าทายอยู่

ทำอย่างไร ที่จะให้นักศึกษาได้ ปรับเปลี่ยน มุมมองต่อการเรียน การสอนในรูปแบบใหม่

ท้าทายที่ได้ทำ

เราเอง

Ico48
Aye [IP: 208.180.216.178]
19 พฤศจิกายน 2553 12:26
#61725

นักศึกษาน่าจะเชื่อความรู้ทางวิชาการจากอาจารย์พูดหรือสอนมากกว่าที่จะเชื่อในสิ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟัง (หรือเปล่าคะ)

 :)

 

ก็คิดว่าความคุ้นชินน่าจะมีผลในการเรียนการสอนอยู่เหมือนกันครับ

ผมก็ยังอยาดทดลองอยู่อีก แต่ต้องพยายามหาทางแก้ ในประเด็นการให้นักศึกษาทั้งชั้นเรียนสนใจที่จะทำการเรียนรู้แบบนี้สัก70% เพราะหากมีบางกลุ่มที่ยังทุ่มเทน้อยอยู่ กลุ่มที่ทุ่มเทก็จะมีความรู้สึกว่าไม่ได้รับความรู้ตามที่ควรจะได้อยู่ครับ

 ดีใจที่ อ. Aye ยังเข้ามาอ่านอยู่นะครับ จังหวะพอดีเลยอีก 2-3 วันคงมีเมล์ไปรบกวนอีกแล้วละครับ

Ico48
Aye [IP: 208.180.216.178]
19 November 2010 12:52
#61727

ช่วงนี้ว่างค่ะ ระลึกถึงท่านอาจารย์เลยมาอ่านเรื่องราว

ยินดีรับใช้นะคะอาจารย์

ครับ

ถ้าในแต่ละครั้ง คนที่ดำเนินเรื่องคือ 3 คนที่จับฉลากได้ คนที่เหลือก็อาจจะไม่มีส่วนร่วม หรือ มีแต่น้อย (มาก)

การปรับกระบวนการ ให้ทุกคนในชั้น มีส่วนร่วม ในการดำเนินเรื่อง นอกเหนือจากกลุ่ม 3 คน ก็น่าจะ ทำให้กระบวนการ ในชั้นเรียน ดีขึ้นนะครับ

อีกทั้งยังเร่งให้ การเตรียม ก่อนเข้าชั้นเรียน แทนที่จะเป็นแค่ 3 คน (+ out lier) ก็มีผู้มีส่วนร่วมมากขึ้น

กลุ่มนึงนำเสนอ กลุ่มหนึ่ง (หรือที่เหลือ) (เตรียม) ตั้งคำถาม หรือ .......

ผมมองว่า การที่ท่านคนธรรมดา มีการเสริม ในประเด็นที่ คลุมเคลือ ไม่ชัดเจน หรือยาก ก็ไม่น่าจะทำให้ ผู้เรียน (ที่ทุ่มเท) รู้สึกว่าไม่ได้รับ ความรู้เท่าที่ควรครับ

กรอบ ขอบเขตของเนื้อหา น่าจะกำหนดขอบเขต เอาไว้ใน outline ชัดเจนอยู่แล้ว อีกทั้ง การเปิดให้ ทั้งผู้นำเสนอ ผู้ฟัง ได้ซักถาม ประเด็นเพิ่มเติม รวมถึงการสรุป รอบยอดจากผู้สอนเอง (หรือใช้กระบวนการ)  ในเนื้อหา ก็น่าจะเพียงพอครับ

หรือการมี ... ที่ให้กลุ่มที่ทุ่มเท มีกำลังใจ หรือได้รู้สึกภูมิใจ ก็น่าจะช่วยได้เยอะครับ

ใช้กระบวนการ peer review (นอกและในกลุ่ม) / popular vote ..... อาจจะช่วยเสริมกระบวนการได้ครับ

จำนวนกลุ่มที่เยอะ ก็อาจจะทำให้การมีส่วนร่วม ในชั้นเรียนแต่ละครั้ง น้อยไปก็เป็นไปได้ เช่นกันครับ (แต่อนุมานว่า ทุกคนในกลุ่มนั้นๆ ได้มีส่วนร่วม ในกลุ่มของตนเอง)

ผลจากการใช้การเรียนการสอน แบบ PBL รวมถึงการมีชั่วโมงที่เป็น SDL (ศึกษาด้วยตนเอง) ในคณะแพทย์ พบว่า ในการสอบ NT ของชั้นปี 1-5 (ข้อสอบกลางทั้งประเทศ)  พบว่า นศพ. มีคะแนนอยู่ในลำดับต้นๆ ดีกว่าหลายๆ มหาวิทยาลัย

ยกเว้นชั้นปี 6 ที่เป็นการประยุกต์ใช้จริง ที่ยังไม่เด่นมากนัก

จุดร่วมที่ พอดีๆ อยู่ตรงไหนนะ

555+++

เราเอง

Ico48
wwibul (ความเคลื่อนไหวล่าสุด)
21 พฤศจิกายน 2553 11:35
#61752

สวัสดีครับ

  • ผมชอบการทดลองแบบนี้ครับ
  • แต่ถ้าผมทำเอง จะลองกับเพียงหัวข้อเล็ก ๆ ก่อน ชิมลาง ถ้าเห็นมีแวว ก็ลองขยายสเกลอีกระดับ ถ้ายังใช้ได้อยู่ ถึงจะพิจารณาใช้เต็มสเกล
  • บางที มันอาจมีเคล็ดวิธีบางอย่าง ที่ดูเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สร้างความแตกต่างได้ ถ้าไม่ลองสเกลเล็กก่อน อาจไม่เห็น
  • เช่นที่เคยทดลองเรื่องให้นักศึกษาออกข้อสอบเอง ผมก็พบว่า ใช้ได้ ในระดับที่อาจารย์คัดมาแล้วออกประกบแบบครึ่ง-ครึ่ง หรือต่างจากนี้ในระดับ 1:2 หรือ 2:1
  • กว่าจะได้ข้อสรุป ก็ลองไปหลายรอบอยู่
  • อย่าเพิ่งหยุดลองนะครับ ชอบครับ แม้จะลองแล้วไม่สำเร็จในรอบนี้

ผมพยายามสรุปบทเรียนอยู่ครับ

ปีที่แล้วผมลองทำแบบคุณ wwibul โดยให้นักศึกษาช่วยออกข้อสอบ (แบบเป็นกลุ่ม) ผลปรากฎว่า 4 กลุ่ม มีตั้งใจทำเพียงกลุ่มครึ่ง ที่เหลือก็เอาข้อสอบเก่าที่ผมใช้แล้วมาส่งครับ ผมเข้าใจว่านศ. อาจไม่สนใจที่จะทำให้ดีที่สุด แต่ขอให้ผ่านในระดับที่ดีพอสมควรก็พอ

วิศวกรรมเคมี เปิดหลักสูตรแบบ 3ปีครึ่ง จบได้ และทั้ง 100% ลงโปรแกรมนี้ ดังนั้น การเรียนที่หนัก และความไม่คุ้นเคยก็อาจทำให้การทดลองเรียนรู้ด้วยตนเองยังไม่เป็นผล

ผมก็คงไม่หยุดทดลองนะครับ แต่ต้องหาแนวทางในการปรับให้เข้ากับความเป็นจริงของสังคมนักศึกษาในปัจจุบัน ผมอยากเริ่มตั้งแต่ปี 2 ที่ละเล็กน้อย และเมื่อเข้าสู่ปี 4 ก็จะคุ้นเคยมากขึ้น

การเรียนการสอน คงต่างจากคณะแพทย์ที่เน้นการเรียนแบบ PBL ทั้งคณะ แต่ของวิศวฯไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ

ช่วงนี้ต้องทบทวน และเตรียมความพร้อม กำหนดยุทธวิธีกันใหม่ครับ 

 

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.215.33.158
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ