นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

วรวุธ
Ico64
รศ.ดร. วรวุธ วิสุทธิ์เมธางกูร
รองศาสตราจารย์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Network
Members · Following: 0 · Followed: 2

อ่าน: 5124
ความเห็น: 25

มาตรการการตัด/ลดเงินรายได้ของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์

ไม่เหมาะสม และจะก่อให้เกิดผลเสียต่อคณะฯอย่างยิ่งต่อไป

ในช่วงนี้ผมได้ข่าวมาว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.เรา คิดจะออกมาตรการหนึ่งคือ การตัด/ลดเงินรายได้ส่วนหนึ่งของบุคลากรหลัก  ผมขอแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วย และคิดว่าไม่เหมาะสม และจะก่อให้เกิดผลเสียต่อคณะฯ อย่างยิ่งต่อไป

คำถามแรกคือ ทำไม?
   มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างไรต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อน โดยจะต้องชี้แจงงบรายรับรายจ่าย ทั้งหมด ทุกบัญชี  (ไม่ใช่บอกเพียงว่าเงินในบัญชีนี้ไม่พอ จึงต้องตัดเงินของบุคลากร/พนักงาน แต่เงินในอีกบัญชีหนึ่งยังมีเหลือจึงสามารถนำไปใช้จ่ายได้อย่างไม่ต้องจำกัด)   เมื่อทางคณะฯ ได้ชี้แจงแสดงเหตุผลชัดเจนว่า คณะจะอยู่ไม่ได้ จะล้มละลายอยู่แล้ว และได้ทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อเพิ่มรายได้/ลดรายจ่ายของคณะ เมื่อนั้นจึงจะเป็นการสมควรที่บุคลากรในองค์กรจะช่วยกันเสียสละ ปรับลดรายได้ประจำเพื่อให้องค์กรอยู่ได้ ซึ่งควรเป็นวิธีสุดท้ายที่ผู้บริหารองค์กรจะเลือกใช้

มีทางเลือก และมาตรการอื่น ๆ หรือไม่ ?
    มาตรการในการบริหารงบประมาณ คือ เพิ่มรายได้ให้มากขึ้น และ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น  การบริหารงานของคณะที่ผ่านมาหลายสิบปี ก็สามารถบริหารงบประมาณให้มีการจ่ายเงินรายได้เพิ่มส่วนนี้ให้กับบุคลากรได้ตลอด  ผู้บริหารในยุคปัจจุบันควรใช้ สติปัญญา ความสามารถ อย่างเต็มที่ในการแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี  การที่ไม่สามารถหารายได้ หรือลดรายจ่าย ทำให้เกิดความไม่เพียงพอนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นความผิดพลาดของการบริหารงาน  ซึ่งไม่สมควรที่จะให้พนักงานในองค์กรทุกคน มารับผลจากความผิดพลาดในการบริหารงบประมาณนั้น
     การตัดลดเงินรายได้ของบุคลากรหลัก ไปไม่น้อยกว่า 10% ของเงินเดือน ในขณะที่รัฐบาล หรือทางราชการ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ เพื่อปรับฐานให้สามารถแข่งขันกับเอกชนได้   แต่คณะฯกลับคิดทำสวนทาง ทำให้บุคลากรขาดขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับองค์กรต่อไป  ทำให้มีคำถามต่อไปว่า คณะฯให้ความสำคัญกับบุคลากรมากเพียงไร  การตัดรายได้ของเขาออกไปไม่น้อยกว่า 10% นั้น เพราะคิดว่าบุคลากรคงทำงานไม่เหมาะสม ไม่สมควรที่จะได้รับเงินส่วนนี้หรือไม่   แต่บุคลากรก็ย่อมคิดว่าตนเองทำงานให้กับคณะอย่างเต็มที่แล้วการที่ตัดลดรายได้ลง ก็เป็นการสมควรที่จะลดความทุ่มเทให้กับองค์กรลง  และนำเวลาไปหารายได้เสริมอื่นเพิ่มขึ้น

การตัด/ลดเงินนี้จะทำเมื่อเงินเดือนสูงขึ้นถึงค่าหนึ่งเท่านั้น
    ไม่ว่าวิธีการจะตัดอย่างไร/เมื่อไรก็ตาม เมื่อทำไปถึงกำหนดก็จะถูกตัด/ลดรายได้ ซึ่งเป็นตรรกะที่ไม่กระตุ้นส่งเสริมให้คนมีกำลังใจในการพยายามทำงาน เพราะเมื่อไปถึงจุดหนึ่งก็จะถูกตัดรายได้ลง
    บางคนอาจจะบอกว่า วิชาชีพวิศวกรรมมีมากในประเทศไม่ขาดแคลนแล้ว  จริงอยู่ที่มีการผลิตวิศวกรออกมาในประเทศมากขึ้น แต่ความสามารถในการจูงใจให้คนมาเป็นอาจารย์ในคณะวิศวฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ มอ. ในขณะนี้ก็มีอยู่น้อยมาก  และก็จะลดลงไปมากหากมีมาตรการนี้   ในขณะที่คนที่อยู่ปัจจุบันก็ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน คิดจะออกไปทำอย่างอื่น ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ในการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

    ผมจึงขอแสดงความเห็นมาเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารคณะคิดทบทวนอย่างรอบคอบ และพยายามใช้มาตรการวิธีการอื่น ๆ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายอย่างเต็มที่ก่อน และให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคลากรเป็นอันดับแรก  ไม่เช่นนั้น บุคลากรของคณะวิศวฯ จะมี Good Life ได้อย่างไรครับ

3 ก.ค. 54

(อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันครับ)

  

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 03 กรกฎาคม 2554 08:30 แก้ไข: 03 กรกฎาคม 2554 08:37 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 259, Ico24 Smarn, และ Ico24 nObOdY.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
คณดิถ [IP: 182.53.187.20]
03 กรกฎาคม 2554 09:31
#66374

ผมเห็นด้วยกับอ.วรวุธ ทุกประการครับ อยากให้ผู้บริหารคำนึงให้ดีครับ เพราะบุคคลากรบางท่านผ่อนบ้าน ผ่อนรถอยู่ครับ ถ้าตัดรายได้ลงจะส่งผลกระทบต่อบุคคลากรกลุ่มนี้มาก

Ico48
เพื่อนคณดิถ [IP: 223.206.74.168]
03 กรกฎาคม 2554 10:29
#66376

สนับสนุน อ.วรวุธ ด้วยคนครับ

Ico48
ชูศักดิ์ ลิ่มสกุล [IP: 49.49.66.26]
03 กรกฎาคม 2554 10:39
#66377

คณะวิศวฯ เป็นคณะที่ต้องใช้เงินรายได้ในการบริหารคณะเป็นจำนวนมาก เพราะงบประมาณแผ่นดินที่เราได้แต่ละปีไม่พอกับค่าใช้จ่าย ตอนที่ผมเป็นคณบดีก็ได้ตระหนักในเรื่องภาระเงินที่เราต้องใช้ในแต่ละปี การประหยัดงบประมาณเงินรายได้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งผมคิดว่าจะต้องทำทุกๆด้าน รายจ่ายหลักของคณะคือเงินค่าตอบแทนสาขาขาดแคลนและค่าสอนพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันอาจจะสูงกว่าสมัยที่ผมเป็นคณบดีเพราะตามระเบียบใหม่สามารถเบิกได้มากขึ้น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องช่วยกันคิดว่าจะปรับอย่างไรทีทุกฝ่ายรับได้ บุคลากรได้รับผลกระทบบ้าง และคณะประหยัดได้บ้างส่วน ผมเคยคิดว่าถ้าเรานำเงินค่าสอนและค่าตอบแทนมารวมกันทั้งหมด แล้วจัดสรรไปตามผลการปฏิบัติงาน โดยมีเพดานว่าเรามีเงินจัดสรรไปไม่เกินจำนวนหนึ่ง(คณะแพทย์ใช้วิธีนี้ในการเพิ่มเงินเดือนของอาจารย์) ซึ่งวิธีนี้คณะสามารถจำกัดค่าใช้จ่ายเท่าที่คณะสามารถรับได้และทราบวงเงินที่ใช้ในแต่ละปี

Ico48
ปริพนธ์ [IP: 223.206.152.113]
03 กรกฎาคม 2554 11:00
#66380

เห็นด้วยกับ อ.วรวุธ อย่างยิ่ง ผู้ที่คิดมาตรการจ่ายเงินสมทบนี้ เป็นอาจารย์อาวุโสที่เกษียณอายุไปเกือบหมดแล้ว สาเหตุเนื่องมาจากไม่สามารถหาคนมาเป็นอาจารย์ได้ เพราะทำงานกับหน่วยงานเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจมีรายได้มากกว่า มาก ๆ มาตรการนี้สามารถช่วยให้พวกท่านทั้งหลาย ยินดีที่จะประกอบอาชีพอาจารย์นี้ด้วยดีตลอดมา แม้รายได้ที่เพิ่มจะไม่มากนัก

อดีตผู้บริหารได้เก็บค่าธรรมเนียมนักศึกษาเพื่อนำมาใช้จ่ายในมาตรการนี้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์แรก ๆ ของการเก็บค่าธรรมเนียม ผู้บริหารปัจจุบันได้ลืมเลือนเจตนารมณ์นี้ไปแล้ว ไปคิดเอาว่าเมื่อเก็บเงินจากนักศึกษามาแล้วต้องนำไปพัฒนานักศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ นานา (เพราะเป็นเงินของนักศึกษา) และผมไม่แน่ใจว่าได้นำเงินนี้ไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางในประเทศและต่างประเทศหรือไม่ (นี่สงสัยนะ อย่าว่ากัน เห็นบินกันว่อน) และมีการจ้างงานพนักงานในส่วนกลางมากเกินความจำเป็นหรือไม่ (โดยใช้เงินรายได้)

ขอให้ผู้บริหารมองย้อนอดีตสักนิด ที่คณะวิศวะฯเจริญรุ่งเรืองอยู่ในปัจจุบัน มาจากจุดเริ่มต้นตรงนี้ใช่หรือไม่ ท่านอยากกลับไปสู่สถานะยุ่งยากในอดีตอีกหรือ เงิน 4000บาท ที่ให้มานานกว่า 10 ปี(จำไม่ได้นะ ประมาณเอา)ปัจจุบันคงมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 2000 บาท เนื่องจากเงินเฟ้อ(มูลค่าลดลงอยู่แล้ว ไม่ต้องปรับลดหรอก)

ปัจจุบันความสุขในการทำงานของอาจารย์ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากนโยบาย บ้าบอคอแตก ที่บังคับให้อาจารย์ต้องปฏิบัติ ท่านผู้บริหารยังจะมาลดทอนความสุขให้น้อยลงไปอีกหรือ เดี๋ยวท่านจะไม่มีเพื่อนนะ มีแต่ลูกน้องเต็มไปหมด

Ico48
น้องใหม่เครื่องกล [IP: 223.207.75.3]
03 กรกฎาคม 2554 12:20
#66381

ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นอาจารย์ใหม่ ความคิดความอ่านอาจจะยังเด็ก ก็ต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย แต่ด้วยผมตระหนักดีว่าเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นผมจึงต้องขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้้เพราะมันจะกระทบกับบุคลากรทุุกคนในเวลาอันใกล้ถ้าใช้มาตรการดังกล่าวจริง ผมขอแสดงความคิดเห็นในแง่ของกำลังใจ ในการทำงานนะครับ ผมเห็นด้วยกับอาจารย์วรวุธและอาจารย์ท่านอื่นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนั้นต้องยอมรับนะครับว่าเงินเดือนอาจารย์นั้นยังถือว่าต่ำอยู่ แล้วรัฐบาล (ทั้งรัฐบาลก่อนหน้าวันที่ 3 กค และหลังจากวันที่ 3 กค) เองก็พยายาม หาทางเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ผมเองต้องบอกว่าแอบมีหวังทุกครั้งที่ได้ข่าวว่าจะมีการประกาศเพิ่มเงินเดือนให้กับพนักงานกลุ่มดังกล่าว ก็หวังไปว่าสักวันจะพลอยฟ้าพลอยฝน ซึ่งก็ยังมาไม่ถึงซักที แถมตอนนี้ยังมีข่าวนี้ออกมาอีกก็ตกใจเหมือนกัน เพราะครั้งแรกที่ผมเข้าประชุมจิบน้ำชาผมยังตกใจกับมาตรการเกี่ยวกับผลงานทางวิชาการที่ถกกันสองสามชั่วโมงไม่จบ ไหนจะการต้องแอคทีฟงานวิจัยเพื่อให้ได้ตาม tor และเพื่อเลื่อนขั่นสำหรับอาจารย์ใหม่ จริงๆ ผมไ่ม่แน่ใจหรอกครับว่ามันจะหนักแค่ไหน แต่ก็ขอกลัวไว้ก่อน ที่นี้พอได้ทั้งผลงาน ตำแหน่ง และเงินเดือนระดับนึงกลับต้องมาถูกลดเงินเดือนอีก 10 เปอร์ โอ ผมชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตอนนี้ผมจะตัดสินใจถูกหรือไม่ ที่เลือกเดินทางนี้ (ใครจะว่ายังไงก็ตามเหอะ เพราะบางที่อุดมการณ์มันก็ไม่ทำให้ผมอิ่มท้องได้) ยังไงก็ฝากผู้บริหารทุกท่านนะครับว่านึกถึงขวัญกำลังใจของคนทำงานบ้าง และให้นึกถึงสถานการณ์ในประเทศกรีกให้มากๆ ซึ่งพวกเราคงเดินไปไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ แต่เรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนครับ

Ico48
วรรณรัช สันติอมรทัต [IP: 113.53.3.191]
03 กรกฎาคม 2554 13:29
#66382

[[ อยากถามคณะฯง่ายๆว่า "หนูทำอะไรผิดเหรอ?" ทั้งสอน ทั้งวิจัย ทั้งบริการวิชาการ ]]

[[ เพื่อพยายามให้เป็น duck (ต้องทำได้ทุกอย่าง) แล้วทำไมจึงทำเช่นนี้ เหมือนลงโทษกันชัดๆ]]

ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของคณะฯ และขอเพิ่มเติมความคิดเห็นดังนี้

การที่คณะฯมีรายมากกว่ารายรับ ขอแสดงความคิดตามที่อาจารย์รุ่นอาวุโสน้อย

ที่เคยได้โอกาสดูงานบริหาร และรู้สึกว่าอึดอัดที่ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่คิด คิดแบบนี้ค่ะ

1.การกระทำใดๆที่กระทบต่อบุคลากรหรือทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร ควรกระทำเป็นลำดับสุดท้าย

(อยากให้ข้อที่ 1 เป็นข้อที่จะต้องตระหนักก่อนจะมีมาตรการใดๆ)

2.ได้หารายได้เพิ่มเติมหรือยัง ? ด้วยมาตรการกระตุ้นให้ได้ KPI จึงมีรายจ่ายเพิ่ม แต่ได้ดำเนินการเพื่อหา

รายได้เพิ่้มด้วยหรือเปล่า รายได้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินงบประมาณอย่างเดียวค่ะ เคยที่จะพูดคุยกันจริงจัง

ที่จะเพิ่มไหม? หรือคุยกันแต่ในวงคณะผู้บริหาร ? จะถึงเวลาที่จะเปิดกว้างความคิดเห็นจากทุกๆคนหรือยัง

ที่จะหารือการช่วยเพิ่มรายได้ เปิดกว้างให้คิด และเปิดกว้างให้ทำด้วยน่ะค่ะ (ไม่ใช่คิดแล้ว ไม่เห็นด้วย

ไม่สนใจ ไม่เกี่ยวกับเรา แล้วไม่เปิดใจ กลัวจะดีกว่า กลัวจะเสียหน้า ฯลฯ)

อีกทั้งอยากบอกน่ะค่ะว่า ถ้าเงินเข้ายังเท่าเดิมต่อให้ท่านจะเกลี่ยเงินไปซ้ายไปขวา ยังไงก็เปิดปัญหาเป็นลูกโซ่อีก

หรืออาจจะไม่เกิดเพราะท่านไม่สนใจปัญหาที่จะไปเกิดตรงจุดอื่น เพราะว่าเป็นจุดที่ท่านไม่สนใจอยู่แล้ว

3. การลดรายจ่าย คิดว่าเหมาะสมหรือยังแบ่งเป็นข้อๆดังนี้

3.1 การลดรายจ่ายที่เป็น fixed cost เช่นเงินเดือน ค่าตอบแทน มันง่ายเกินไปค่ะ มันได้ท้าทายในการบริหารจัดการ

หรือแก้ปัญหาใดๆเลย ดังนั้นการลดพวกนี้จึงควรจะใช้ลำดับท้ายสุดจริงๆ หลังจากที่ผู้บริหารได้พยายามแล้ว

ทำไมจึงคิดว่าไม่เห็นความพยายามหรือค่ะ (ดูข้อต่อไป)

3.2 ถ้ามีรายได้ไม่พอ เราควรบริหารงานเชิงรุกเพื่อหาเงิน แต่ถ้ายังหาไม่ได้ มันควรบริหารแบบรัดเข็มขัด

แต่ที่ผ่านมาคณะฯ ไม่ได้บ่งบอกว่ารัดเข็มขัดจริงๆ เช่น การลงทุนสิ่งก่อสร้าง สร้างทางข้ามเท่าไหร่ ทางเดินเท่าไหร่

ใช่ค่ะว่ามันจำเป็น แต่มันจำเป็นที่สุดหรือยังค่ะ ถ้าเราคิดว่าสถานะทางบ้านเราไม่ดี แต่ยังสร้างโน่นนี่ที่ไม่ก่อให้เกิด

รายได้จะทำไปทำไมค่ะ?? ลูกๆในบ้านเข้าใจถ้าเราจะไม่ได้ห้องใหม่ หรือตกแต่งบ้านใหม่ในยามที่บ้านเรามีปัญหา

เพราะเห็นว่าท่านรัดเข็มขัด ด้วยการ

- เพิ่มเงินประจำตำแหน่งผู้บริหาร

- ให้ net book ผู้บริหาร

- เพิ่มเงินประจำตำแหน่งหัวหน้าหน่วย เลขาฯภาคฯ

- รับคนส่วนกลางเพิ่ม ... ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ผู้บริหารอาจจะมองว่ามันเป็นเงินไม่เท่าไหร่ สู้การตัดเงินก้อนใหญ่ๆ ตัดง่ายๆดีกว่า

3.3 เรื่องเงินค่าสอน ถ้าท่านจะปรับน่ะค่ะ ควรจะทำตัวเลขให้ชัดเจน แต่ละภาคฯมีธรรมชาติไม่เหมือนกันด้วย

ดังนั้นจะต้องเลียดกว่าเสนอตัวเลขของคณะฯพยาบาลมาแล้วตั้งเกณฑ์ตัด ส่วนตัวที่ประสบ

ค่าโหลดที่พุ่งขึ้นสูงมันเกิดมาจากเพราะมีโหลดต่ำระดับผู้บริหาร แต่งานสอนเท่าเดิมเงินก็พุ่งแล้วค่ะ

เป็นปัญหาค่า อย่างแรกต้องสอนเพราะอาจารย์สาขานั้นๆไม่เพียงพอ ท่านผู้บริหารก็จะต้องกลับคนในสาขานั้นๆให้สอดคล้อง

กับงาน สาขานี้หมายรวมถึงสาขาย่อยในภาคฯด้วย อย่างที่สองโหลดของผู้บริหารก็ไม่ได้ปรับลด ซึ่งจริงๆ

ผู้บริหารในทุกตำแหน่ง ท่านๆจะต้องสอนน้อยลงเพื่อมีเวลาในการบริหาร ตามเงินประจำตำแหน่งที่ท่านได้รับ

แต่สำหรับในธรรมชาติของภาคฯอื่นๆ ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนี้ ดังนั้นการตัดเงินค่าสอน อยู่ในวิสัยที่ทำได้

คือจะต้องปรับให้สอดคล้องกับงานจริง ผู้บริหารก็ได้จากงานบริหาร อย่าให้ได้หลายด้ง ดั้งนั้นการปรับค่าสอน

จึงเริ่มจากต้อง boundary สำหรับผู้บริหารในทุกระดับชั้นก่อนค่ะ

3.4 การไม่เป็นธรรมของการปรับลด อยู่จาก model ที่ท่านทำมาเพื่อปรับค่าสอนและค่าตอบแทน

อย่างง่ายๆค่าสอน ท่านก็ไม่แบ่งระหว่างผู้บริหารกับอาจารย์ทั่วไป ไม่สนใจว่าภาคฯไหน ธรรมชาติของแต่ละภาคฯ

ในการเบิกไม่เหมือนกันน่ะค่ะ ท่านมี model ของแต่ละภาคฯหรื่อไม่ อาจารย์ที่ภาคฯจะต้องสอน 4 sec จึงจะได้เงิน

ค่าสอนถึงเกณฑ์ที่ท่านจะตัด 4 sec เยอะน่ะค่ะ(แต่ละ sec อาจจะเป็นคนละวิชาด้วยซ้ำ)

ค่าตอบแทนท่านเอาเกณฑ์เงินมาตั้ง เคยคิดบ้างไหมค่ะว่า ในคณะฯเรามีกี่ระบบ? ท่านมีมาตรฐานข้าราชการและพนักงานฯ

อย่างชัดเจน พนักงานป เอก เข้าใหม่ก็เงินเดือนถึงไม่ต้องเบิกแล้วล่ะค่ะ 4,000 มันยุติธรรมจริงเหรอกับ model ที่ท่านเสนอ

พนักงานเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้ จะต้องจ่ายเงินประกันสังคมเองทุกเดือน ข้าราชการจ่ายตรงได้ พนักงานต้อง

ออกเงินก่อนแล้วมาเบิก มาเบิกแล้วเจอเจ้าหน้าที่การเงิน block อีก โน่นเบิกไม่ได้ นี่เบิกไม่ได้ สรุปคือพนักงานเป็นพนักงาน

ของบริษัท มอ เป็นชนชั้นสอง พนักงานได้ขึ้นเงินเดือนปีละครั้ง ข้าราชการสองครั้ง ถ้าเป็นตำแหน่งวิชาการพนักงานได้

5,600 บาท ในขณะที่ข้าราชการได้10,000 บาท (ผศ น่ะค่ะ) ท่านอย่าบอกน่ะค่ะว่า เพราะพนักงานได้เงินเยอะกว่า

ไม่จริงเพราะท่านคำนวณเงินเดือนของพนักงานบนพื้นฐานที่ท่านไม่ได้ให้บำนาญ เท่าเอาเงินบำนาญมาคิดกระจายใส่ไปในแต่ละ

เดือนให้พนักงาน ดังนั้นเหมือนดูมากน่ะค่ะ (1.3 เท่าของเงินเดือน) แต่จริงๆมันได้เงินเหมือนกับข้าราชการ

แต่สวัสดิการแย่กว่า เงินสนับสนุนต่ำกว่าแถมประเมินพนักงานตั้งเกณฑ์พนักงานไว้สูงจะต้องแบบนั่นแบบนี้

พนักงานจึงเหมือนเอาเงินในอนาคตมาใช้ ถ้าเราใช้ไม่ระวัง ไม่คิดก็หมดค่ะ แต่ข้าราชการเหมือนท่านออมเงินให้เขา

เพื่อจ่ายตอนเป็นบำนาญ

3.5 model ท่านจะต้องศึกษาและทำให้ดีกว่านี้น่ะค่ะ มันหยาบมากๆ ถ้าเกาไม่ตรงจุด มันไม่หายคันน่ะค่ะ

กลับจะก่อให้เกิดแผลตรงจุดที่ไปเกาซะอีก

4.การกระทำของคณะฯถือเป็นการสวนทางกับแนวทางของมหาวิทยาลัยและประเทศอย่างชัดเจนได้แก่

ด้วยปัญหาภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลฯพยายามที่จะขยับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น แต่คณะฯกลับสวนกระแสอย่างรุนแรง

และตามมาด้วยสิ่งที่มหาวิทยาลัยพยายามอยากจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพฯ (ทั้งวิชาการและจิตใจ)

ผลักดันให้คณาจารย์ทำวิจัย มีผลงานระดับนานาชาติ ดังนั้นจึงพยายามออกทุกนโยบายเพื่อให้ได้ Journal

จะสนับสนุนเงินวิจัยหรืออะไรก็เป็นกฎเกณฑ์ที่จะต้องให้มี journal ต้องมี impact factor จึงชักนำการวิจัย

ด้วยเงิน! ทำวิจัยแบบนี้จึงจะสนับสนุน ทำ journal แล้วจะได้เงินรางวัล ปัจจัยเหล่านี้จะต้องตระหนัก

เพราะมันเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม ในขณะที่รายได้เราคงที่ จึงมีการหักเงินเข้ากองทุนวิจัย หักเงินส่วนแบ่ง

ของรายได้ต่างๆ (เดี๋ยวจะออกไปยาว เพราะยังมีปัญหาเรื่องระบบงานวิจัยอีกเยอะ) สรุปสั้นๆคือ จะเอาแบบ

นั้นแบบนี้แต่กลับไม่ทำให้ปากท้องของคนทำงานอิ่ม (จะเอาๆ ) อืม... แล้วที่ได้ๆ วิ่งไล่ตามกระแสไปมันทำให้

คนทำงานมีความสุขไหม? สุขที่จะทำงาน สุขที่จะทำวิจัยด้วย motivation ที่อยากจะทำวิจัยไม่ใช่เพราะ

ปัจจัยอื่นๆ เมื่ออยากได้ KPI สิ่งที่เราจะต้องเสียมันเยอะ ตามมา สิ่งแรกคือเงินค่ะ ค่ารางวัลเท่าไหร่ ยังไม่รวม

ต้องเสียเงินเวลาลง journal อย่างมี impact factor หรูๆ ฉบับละไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท มันธุรกิจวิชาการชัดๆ

แต่ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการตีพิมพ์น่ะค่ะ การทำ journal มันช่วยให้งานเรามีคุณภาพขึ้น แต่สิ่งที่เป็นอยู่

คือกระบวนการธุรกิจทางวิชาการจริงๆ

ขอบคุณค่ะ

Ico48
คณดิถ [IP: 118.173.157.88]
03 กรกฎาคม 2554 14:32
#66383

[[ อยากถามคณะฯง่ายๆว่า "หนูทำอะไรผิดเหรอ?" ทั้งสอน ทั้งวิจัย ทั้งบริการวิชาการ ]]

[[ เพื่อพยายามให้เป็น duck (ต้องทำได้ทุกอย่าง) แล้วทำไมจึงทำเช่นนี้ เหมือนลงโทษกันชัดๆ]]

เป็นคำพูดที่พูดถูกใจมากครับ

Ico48
จรัญ บุญกาญจน์ [IP: 223.204.40.84]
03 กรกฎาคม 2554 15:37
#66385

เรียน คณาจารย์ทุกท่านครับ

ในประเด็นเรื่องการที่จะพิจารณาทบทวนเงินสมนาคุณนั้น ผมยอมรับว่ามีแนวคิดและกำลังพิจารณาเรื่องนี้จริงครับ แต่ผมได้เน้นอยู่เสมอว่าเมื่อได้ข้อสรุปเช่นไรก็จะนำข้อสรุปนั้นๆ มาพูดคุยและทำความเข้าใจกับอาจารย์ทุกท่านและรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะก่อนที่จะดำเนินการต่อไป ก็ขอขอบคุณความคิดเห็นของทุกท่านๆ นะครับ

ขอบคุณครับ

อ. จรัญ

Ico48
สิทธิชัย พิริยคุณธร [IP: 101.109.107.118]
03 กรกฎาคม 2554 22:27
#66389

รายจ่ายคณะฯมีมากขึ้นเรื่อยๆ ผมเข้าใจว่ามันน่าจะสะสมมานานแล้ว

เราเติบโตเร็ว เพิ่มเติมหน่วยงานขึ้นมากมาย มีการจ้างฯมากขึ้น

อาจถึงเวลาแล้วว่าต้องวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ทางรั่วไหล

วิศวกรเราช่วยวิเคราะห์ให้คนอื่นๆๆ มากมาย ทำเพื่อตัวเองคงไม่ยาก

อยากให้คณะฯ เผยแพร่ ให้คณาจารย์ทราบบ้าง เช่น

- ภาควิชาฯ ไหน ยืมเงินคณะฯ .... ติดลบตัวแดงอย่างไร

- ภาควิชาฯ ไหน หรืออาจารย์ท่านใดเบิกค่าตอบแทนสอน เป็นอย่างไร

(เพราะเคยได้ยินว่าบางท่านเบิกได้ถึง 7หมื่นกว่า...?? น่านับถือวา load มากจริงๆ)

การเบิกที่แตกต่างนี้เป็นมาช้านานแล้ว แต่ไม่มีคณบดีท่านใดฟันธง

การเบิกได้มาก ก็เป็นที่ทราบคือได้ฐานจากผู้บริหาร สอนป.ตรี น้อยๆ รับป.โท มากๆ

การแบ่งตอน (section) มากๆ สอนซ้ำๆๆ (โดยมี นศ.จำนวนน้อย) ทำให้เบิกค่าเงินมากเกินความจำเป็น

และแน่นอนว่ารายได้หลักมาจาก นศ.ป.ตรี เพราะ ป.โท มีการยกเว้นค่าธรรมเนียมอีก

เป็นกำลังใจกรรมการคณะฯ กล้าๆๆๆตัดสินใจ ปรับเพดานค่าสอนอย่าให้เกิน 5 หมื่นบาท เพราะหลายๆท่านก็ได้ O บาท

แ้ล้วอาจารย์หลายๆ ท่านก็จะคลาย load ออกมา ยุบตอน รวมตอน สอนห้องใหญ่ให้มากขึ้น ปรับตารางสอนใหม่

หลายๆ มหาวิทยาลัย ปรับเปลี่ยนระบบสอนห้องใหญ่ สอนทีเดียวสอง-สามชั่วโมง ลดค่าใช้จ่าย

เพิ่มประสิทธิภาพการสอน ติดตั้ง VISUALIZER ให้ทุกห้อง

ห้องเรียนของนศ.สมัยเรียนชั้นมัธยมเขาดีมากๆๆ (เช่น มอ.ว.) แต่พอมา มหาวิทยาลัย กลับล้าหลัง

อยากเห็นอนาคตว่าคณะวิศวฯเรา เป็นผู้นำห้องเรียน IT ทันสมัย คณะฯอื่นๆ มาขอดูเป็นตัวอย่าง

และผมคิดว่าศิษย์เก่าฯ ยินดีช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนอนาคตของ วิศวฯดงยาง

ถ้าหากจะปรับลดเงินค่าตอนแทน เพื่อความอยู่รอด และรัดเข็มขัด

ทีมผู้บริหาร กรรมการคณะฯ ต้องแสดงสปิริต ..... ไม่รัับค่าตอบแทน

อ.สิทธิชัย

บันทึกนี้ เปิดประเด็นได้ร้อนแรงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้จริง ๆ

ประเด็น"ผลประโยชน์" มันก็เป็นเช่นนี้แหล่ะครับ

สิ่งที่ประชาคมมีความแตกต่างกันคือ "เรามีฐานข้อมูลและฐานความคิด" ที่ไม่เท่ากันและแตกต่างกัน

ที่คือประเด็นที่"องค์กรสมัยใหม่" จะต้องตระหนัก และทำการสื่อสารให้ชัดเจนมากขึ้น

เป็น"ภาระ" ที่นักบริหารรุ่นใหม่จะต้องเผชิญ

ผมอยู่ในกลุ่ม "ผู้ใกล้เกษียณอายุ" และอยู่ในกลุ่มผู้มีข้อมูลค่อนข้างมาก

คณะวิศวฯ มีการเงินที่ติดลบมาหลายปีแล้ว และเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนมากกว่า 20 ล้านบาทในปัจจุบัน

กองทุนวิจัยติดลบต่อเนื่องมาหลายปี (ผมเป็นกรรมการกองทุน) และปีนี้ได้พยายามลดรายจ่ายลง แต่ก็ยังเป็นรายจ่ายที่เกินรายรับ เนื่องจากภาระผูกพัน ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ที่ต้องแชร์เงินในสัดส่วน 50/50

การเพิ่มรายได้ มีการพูดคุยกันแล้ว แต่ขอให้ช่วยเสนอแนวทางด้วย มีการเสนอให้เก็บค่าธรรมเนียมการวิจัยจากแหล่งเงินภายนอก เพื่อมาสนับสนุนแก่นักวิจัยหน้าใหม่ ที่คณะจะต้องฟูมฟักต่อไป เพื่อเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง แต่นักวิจัยอาวุโสต้องยอมเสียสละและเข้าใจโดยตั้งงบวิจัยให้สูงขึ้น

การเพิ่มรายได้ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มขึ้น อาจทำได้ในบางภาควิชาฯ เพราะเป็นการเพิ่มภาระให้นักศึกษา และต้องเปรียนเทียบกับสถาบันอื่น ๆ ด้วย

การหาเงินจากบริการวิชาการนั้น ยังเป็นรายรับที่ไม่มั่นคง มีมากมีน้อยในแต่ละปี

การลดรายจ่ายนั้น ผมได้แสดงความเห็นไปแล้ว ว่าผู้บริหารต้องทำให้เห็นชัดเจนว่า ผู้บริหารก็ต้องใช้เงินอย่างมีเหตุผล บริหารบนฐาน"ข้อมูล" มากกว่า "ความรู้สึก" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาในอดีต

ในเรื่องการลดรายได้บุคลากรนั้น ผู้บริหารคงตระหนักดีแล้วว่าไม่ควรจะทำแน่นอน เพราะสูญเสียความนิยม

แต่ผมก็เข้าใจดีว่า คงต้องแลกเอาระหว่าง "ประชานิยม" หรือ "ความถูกต้องที่ควรจะเป็นในยุคนี้"

เราต้องสร้างระบบเพื่อ"อนาคต"ด้วย ประเด็นความเสียสละเพื่อส่วนรวมคงเหลือน้อยแล้วละครับ ระบบที่มีผู้อยากทำงานในส่วนกลาง ที่ต้องพร้อมรับเสียง"ตำหนิ"จากประชาคม

บันทึกนี้ผม"ชอบ" มาก

การแลกเปลี่ยนความเห็นอย่าง"เปิดเผย" ดีกว่า การซุบซิบ"นินทา"แล้ว slow down การทำงานลง

เราจะได้เห็นแนวคิดของประชาคมในคณะวิศวฯของเรา

คณะวิศวฯ ไม่ได้ประกอบด้วยคณาจารย์เพียงส่วนเดียว แต่มีบุคลากรฝ่ายสนับสนุนอีกจำนวนมาก เราเคยทราบความรู้สึกของเขาเหล่านั้นบ้างหรือไม่

การลดเงินสนับสนุน 4000 บาท ลงนั้น ก็น่าจะเป็นไปตามสภาพการเงินของคณะฯและบุคลากร คนมีเงินเดือนน้อยก็คงได้รับการสนับสนุนอยู่ ไล่ไปตามลำดับ หรือจะเอาเป็นว่าใครรับเงินมานานแล้วก็คงจะได้เหมือนกัน

การเปิดเผยข้อมูลเรื่องค่าสอนพิเศษ ก็คงทำได้ หากประชาคมต้องการ ซึ่งภาควิชาฯคงต้องตอบคำถามในบางประเด็นต่อไป

ในบางแนวคิดนั้น ระบบที่ยุติธรรมคือระบบที่ได้รายรับ ตามงานที่ทำ คือทำมาก ได้มาก และไม่แสวงหาเงินจากงานที่ง่ายๆ เพียงอย่างเดียว เช่นงานสอน เพราะเกิดการพัฒนาน้อย ควรทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพตัวเองและมีค่าตอบแทนด้วยเป็นต้น

ขอแสดงความรู้สึก "ขอบคุณ" รองอธิการฯ และอดีตคณบดีวิศวฯ อ.ชูศักดิ์ ที่ยังติดตามข้อมูลคณะวิศวฯอยู่เสมอ

Ico48
เจริญ เจตวิจิตร [IP: 172.31.48.137]
04 กรกฎาคม 2554 09:53
#66393

เรียนผู้บริหาร

ผมทราบมาว่าคณะฯคิดอย่างนี้

อาจารย์ที่เงินเดือนไม่เกิน 2 หมื่น รับเต็ม 4 พัน

ไม่เกิน 3 หมื่น รับ 3 พัน

เกิน 5 หมื่น ควรสละสิืทธิ์รับเงินนี้

โดยมีเหตุผลว่าอาจารย์ใหม่เงินยังน้อย จึงควรเพิ่มให้เขา จะได้พอใช้จ่าย อาจารย์ที่ทำงานนานๆแล้วมีเงินเหลืิอเก็บมากพอแล้วจึงควรเสียสละเพื่อคณะฯจะได้จ่ายน้อยลง

ผมเป็นอาจารย์รุ่นเก่า ก็ได้แต่คร่ำครวญว่า "หนู เอ๊ย ลุงทำอะไรผิดเหรอ ถึงได้ลงโทษลุงเช่นนี้"

อาจารย์รุ่นเก่าอาจผ่อนบ้านอยู่ ผ่อนรถให้ลูกสาวที่กำลังเรียนพาณิชย์อยู่ ส่งเงินให้ลูกชายที่เรียน ป.โท ที่กรุงเทพฯอยู่ ผ่อนเงินกู้สหกรณ์อยู่ ฯลฯ ต้องใช้เงินครับ ใช้ทิชชูผ่อนไม่ได้

เปรียบดังว่า พ่อเปิดร้านขายของ ใช้จ่ายเงินไม่ระมัดระวัง เอาเงินไปเที่ยวต่างประเทศ จ้างคนงานขายของมากเกินไป ไม่สนใจทำบัญชี จนกระทั่งวันหนึ่งเงินร่อยหรอลง ก็หันไปแย่งกระปุกออมสินของลูก จะทุบกระปุกเพื่อเอาเงินที่ลูกสะสมไว้ไปใช้จ่ายในครอบครัว พ่อควรลดค่าใช้จ่ายอย่างอื่น แทนที่จะแย่งกระปุกตังค์ลูก

จึงมีเสียงเล็กๆดังขึ้นว่า "ลุง เอ๊ย หนูไม่ยอมนะพ่อ"

เรื่องค่าสอนก็เช่นกัน เห็นว่าคณะฯจะดำเนินการควบคุมไม่ให้เบิกเกิน 3 หมื่น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่นะครับ ได้ข่าวว่าผู้บริหารไปดูคณะอื่นๆ แล้วกำลังจะนำมาใช้กับคณะวิศวฯ ผมกลับคิดว่าเราเป็นคณะแรกที่ก่อตั้งขึ้นมา ทำไมต้องไปดูคณะอื่นๆที่มีประสบการณ์บริหารน้อยกว่าเรา เราควรเป็นผู้นำไม่ใช่หรือ หรือว่าผมคิดอะไรผิดไป

อยากให้ท่านและทีมบริหารขับเคลื่อนองค์การโดยไม่ลืมขวัญและกำลังใจของอาจารย์และบุคลากร

เรียนมาด้วยความเคารพ

เจริญ

Ico48
พยอม โยธา [IP: 172.22.9.208]
04 กรกฎาคม 2554 11:00
#66394

เงินเดือนจะลดหรือจะเพิ่ม ไม่ว่ากัน

แต่ที่แน่นอน...... คือ พวกเราชาววิศวะดงยาง

จักต้องทำงานให้หนักขึ้นอีกหลายเท่าตัว

คณะวิศว มอ. จะได้ดีขึ้น มอ. จะได้ดีขึ้น

เมื่อองค์กรเราอยู่รอด เชื่อว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อ.

จะไม่โหดร้าย ไม่กล้าทำให้พี่น้องวิศวะเดือดร้อน

Ico48
วิริยะ ทองเรือง [IP: 172.31.32.101]
04 กรกฎาคม 2554 11:02
#66395

เห็นด้วยในหลาย ๆ ประเด็นและขอขอบคุณหลาย ๆ ท่านที่จุดประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดการแชร์ความเห็นกันถ้วนหน้า แต่สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าคณะฯน่าจะทำบุคลากรวิจารณ์ว่าตอนนี้มีปัญหาเรื่องเงินอย่างนี้ ประชาคมเราควรมีทางออกอย่างไรบ้าง แต่ผมก็รู้จากข่าวเรื่องการจะตัดเงินจากวง กาแฟเล็กๆ หรอก เช่นต้องการเงินไปสร้างโรงอาหารใหม่ทำนองนี้เป็นต้น ซึ่งไม่รู้จริงหรือเท็จ แต่จะดีใจมากเลยถ้ามาจากฝ่ายบริหารระดมเพื่อปรึกษาหารือและหาทางออก การแจ้งความเคลื่อนไหว การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส แม้แต่ค่าสอนก็ตาม ประกาศให้ทราบทั่วกันไปเลยยิ่งดีครับ เพราะคนที่มุ่งสอนอย่างเดียวแล้วเบิกเทอมละ 6-7 หมื่นดังที่ว่ากัน (ก็ข่าวย่อยที่ไม่ยืนยันอีกนั่นแหละแต่ข่าวลือมักเป็นข่าวที่บั่นทอนจิตใจได้มาก ๆ เช่นกันเพราะมันมาก่อนความจริงเสมอ)เขามีงานส่วนอื่นที่ต้องทำด้วยอีกหรือเปล่าเพราะเห็นบอกว่า ต้องสอน วิจัย และบริการ ด้วยไม่ใช่หรือ หวังว่าทุกฝ่ายคงใจกว้างพอที่จะรับฟังและหาทางออกร่วมกันนะครับ

Ico48
สุธรรม สุขมณี [IP: 172.31.112.130]
04 กรกฎาคม 2554 11:34
#66397

ในฐานะที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบในประเด็นดังกล่าว เบื้องต้นก็จะขอรับและรวบรวมความคิดเห็นจากผู้มีเกี่ยวข้องได้เสียทุกท่าน เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการนำเสนอแนวคิดผ่านหัวหน้าภาควิชา และรับฟังความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปสุดท้ายก่อนนำเสนอคณะกรรมการประจำคณะฯ พิจารณา คงเป็นอย่างที่ท่านคณบดีได้ให้ความเห็นไว้นะครับ สิ่งใดที่จะเกิดผลกระทบในวงกว้าง คงจะต้องทำอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกันการตัดสินใจก็จะต้องทำในเวลาอันเหมาะสมเช่นเดียวกัน สิ่งที่เราต้องพิจารณาร่วมด้วยคืออนาคตของคณะฯ จะเป็นอย่างไรหากสถานะการทางเงินของเรายังเป็นอย่างนี้ ขอขอบพระคุณสำหรับทุกความคิดเห็นครับ

ผมขอขอบคุณทุกท่านที่อ่าน และ/หรือ แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ครับ และหวังว่าจะมีคนเข้ามาร่วมแสดงความเห็นกันอีกมาก ๆ เพื่อสะท้อนให้กับผู้บริหารได้นำไปประมวลต่อไปครับ

ผมเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าการตัดสินทำอะไรต้องมีฐานอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ความรู้สึก ซึ่งอย่างที่ผมและหลายคนก็ได้บอกว่าหากมีข้อมูล และเหตุผลความจำเป็นจริงว่าคณะฯจะอยู่ไม่ได้แล้ว ผมเชื่อว่าบุคลากรส่วนมากก็ย่อมยินดีที่จะเสียสละเพื่อให้องค์กรอยู่ได้ครับ (เพราะเท่าที่พูดคุยกันนี้ ก็เห็นมีหลายท่านยินดีที่จะเสียสละให้แล้วครับ) แต่ผมเองก็ไม่เคยได้รับข้อมูลใด ๆ อย่างเป็นหลักฐาน ทั้งเรื่องแนวคิดการตัด/ลดเงินสมนาคุณสาขาขาดแคลน (4000 บาท) นี้และเหตุผลของผู้บริหารที่สนับสนุนแนวคิดนี้ (ได้ยินมา) และที่มีข้อมูลว่าคณะฯ มีการเงินที่ติดลบสะสมมา 20 ล้านบาท ผมก็ไม่ทราบรายละเอียด (เพราะไม่มีข้อมูล) แต่การติดลบส่วนนี้เนื่องมาจากการขาดทุนสะสม หรือว่ารวมถึงหนี้ผูกพันที่ได้กู้มาเพื่อต่อเติมอาคารใหม่หรือไม่ ซึ่งหากเป็นหนี้ที่เราได้วางแผนในการกู้ และก็มีกำหนดภาระการจ่ายปีละเท่าไร ซึ่งก็เป็นรายจ่ายที่ต้องกันไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าจะต้องจ่ายให้หมดทั้งก้อนครับ แต่ตรงนี้ผมก็ไม่ทราบเพราะไม่มีข้อมูล ผู้บริหารคณะฯ อาจจะนำมาชี้แจงให้ประชาคมทราบ และนอกจากนี้การเงินบัญชีต่าง ๆ เช่น กองทุนเงินรายได้บริการวิชาการ กองทุนวิจัย เป็นต้น ก็คงต้องนำมาชี้แจงรายละเอียดประกอบการตัดสินใจให้ประชาคมทราบครับ

แต่ผมก็ไม่คิดว่า การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการเลือกระหว่าง "ประชานิยม" หรือ "ความถูกต้องที่ควรจะเป็น" เพราะคณะฯ ของเราก็ไม่ได้ใช้ระบอบประชาธิปไตย(การเลือกตั้ง) ในการสรรหาผู้บริหารอยู่แล้วครับ แต่เห็นด้วยครับว่าการบริหารของผู้บริหารก็ควรจะต้องมีความชอบธรรม ถูกต้องและเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ครับ และที่ผมเปิดประเด็นนี้ขึ้นเพราะเกรงว่าการตัดสินใจดำเนินการใด ๆ จะถูกตัดสินใจโดยคณะกรรมการคณะฯ (แทนประชาคมที่ได้รับผลกระทบเกี่ยวข้อง) โดยที่อาจจะยังไม่ได้รับฟังความเห็นรอบด้าน และพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดครบถ้วนจริง

ซึ่งหากมองถึงเจตนารมณ์ของเงินสมนาคุณสาขาขาดแคลน ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร จะพบว่าเกี่ยวข้องไม่เฉพาะบุคลากรสายอาจารย์เท่านั้น แต่เรายังมีการจ่ายเงินสมนาคุณสาขาขาดแคลนให้กับบุคลากรสายอื่นด้วย เช่น วิศวกร/นักวิชาการคอมพิวเตอร์ ซึ่งแม้จะจ่ายให้ในอัตราที่ไม่เท่ากัน แต่ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกัน (ที่สำคัญคือมีการเพิ่มขึ้นเมื่อมีอายุงานถึงระดับหนึ่ง) หากจะตัดเงินของอาจารย์แล้ว บุคลากรเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินการเช่นเดียวกันหรือไม่ ก็ควรต้องมีการชี้แจงและรับฟังความเห็นด้วย

สำหรับความเห็นที่ว่า "การแสวงหาเงินจากงานที่ง่าย ๆ เพียงอย่างเดียว เช่นงานสอน เพราะเกิดการพัฒนาน้อย ควรทำงานวิจัยเพื่อเพิ่มศักยภาพตัวเอง และมีค่าตอบแทนด้วย" เป็นข้อความที่ผู้เป็นครูอาจารย์อ่านแล้วคงจะรู้สึกน้อยใจ เพราะเป็นการดูแคลนผู้ที่มีวิชาชีพครูอาจารย์ และคิดว่าวิชาชีพนักวิจัยดีเลิศกว่า ซึ่งแนวคิดนี้มีมากในมหาวิทยาลัยของเราซึ่งบูชาคำว่า "มหาวิทยาลัยวิจัย"

งานสอนของอาจารย์ที่ดีไม่ใช่งานง่าย ๆ และไม่มีคุณค่า ต้องมีการเตรียมการสอน การวัดประเมินผล การติดตามดูแล พัฒนาผู้เรียน เงินก็ไม่ได้มาง่าย ๆ โดยเฉพาะการสอนระดับปริญญาตรี ซึ่งกว่าจะได้เงินค่าสอนก็ต้องเกิน 10 หน่วยชั่วโมง (ผู้บริหารน้อยกว่านี้) ส่วนการสอนระดับปริญญาโท-เอก อาจจะง่ายกว่า และทำเงินได้มากกว่า และมีผลงานโดยตรงต่องานวิจัยของอาจารย์ด้วย แต่อย่าลืมนะครับว่างานสอนระดับปริญญาตรีเป็นการทำรายได้หลักให้กับองค์กรเรา การส่งเสริมการทำวิจัยนั้นทุกคนก็เห็นว่าเป็นประโยชน์และสำคัญ แต่อย่าลืมว่าก็เป็นการทุ่มเทรายจ่ายลงไปเพื่อให้ได้ KPI มา ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ทุน นศ.ป.โท-เอก เรียน-ทำวิจัย สนับสนุนค่าสอน-ควบคุมวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ เงินสนับสนุนทีมวิจัย ค่าตอบแทนตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างตัดมาจาก 10% ของเงินรายได้(ที่ส่วนใหญ่มาจากการสอน)ไปเป็นกองทุนวิจัย และการพัฒนาบัณฑิตระดับปริญญาตรีที่ดี ๆ เพื่อรองรับงานวิจัยของเรา ก็มาจากการสอนเช่นกัน คณะฯ เราทุ่มเทเงินไปตรงนี้เท่าไรเพื่อแลกกับ KPI (ด้านวิจัย) เราอาจลองไปดูเทียบเคียง คณะวิทยาศาสตร์สิครับ เขาใช้เงินตรงนี้เท่าไรอย่างไร และผลงานที่ได้เป็นอย่างไร

การบูชา KPI (โดยเฉพาะเน้นทางวิจัยด้านเดียว) อาจเป็นแนวคิดที่ผู้บริหารถูกกำกับลงมาตามลำดับชั้น ซึ่งหากกำหนดทิศทางทำให้ปัจจุบันมุ่งไปทางเดียวจนมองข้ามความสำคัญด้านอื่นๆ ไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ผู้บริหารต้องนำงบประมาณหรือสิ่งต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกับตรงนี้ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเงินเดือน ค่าตอบแทนสาขาขาดแคลน ฯลฯ ทุกอย่างต้องนำมารวมที่ตรงกลาง หากต้องการอะไร คุณก็ต้องไปทำวิจัยสร้างผลงาน KPI มาแล้วก็จะได้รางวัลไป ซึ่งผมเห็นว่าไม่ยั่งยืน ที่จริงแล้วกลไกในการผลักดัน KPI ของผู้บริหาร ก็มีอยู่แล้วในการให้แรงจูงใจในรางวัลตอบแทน และการปรับเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำทุกรอบ ไม่สมควรที่จะตัดลดเงินรายได้พื้นฐานหลักของบุคลากร (เงินเดือนพื้นฐาน/รายได้ประจำ) เพื่อนำมาใช้ผลักดัน KPI อีก

หากจะมองไปในอนาคตข้างหน้าที่ยั่งยืน ผมคิดว่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ของเราควรมุ่งเน้น KPI ทุกด้านอย่างสมดุลทั้งระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรทุกส่วน (อาจารย์ /บุคลากรสายสนับสนุน/นักศึกษา) ให้มีคุณภาพ(เก่ง) ให้เป็นคนดี และมีความสุขในการใช้ชีวิตในสังคมครับ

Ico48
อาจารย์บุคลากรวิศวะ [IP: 172.31.16.183]
04 กรกฎาคม 2554 13:14
#66399

การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นสามารถใช้เป็นกลยุทธหนึ่งในการบริหารได้ แต่เราคงต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นรายจ่ายใดที่ไม่ก่อผลกระทบต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของการทำงาน

มาติดตามความเคลื่อนไหวการคุยกันของชาว"ดงยาง" ค่ะ บันทึกนี้ rating และความเห็นพุ่งกระฉูด ถือเป็นการโปรโมทเวทีเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของมหาวิทยาลัยด้วย เป็นตัวอย่างในการคำนึงถึง คิดคำนึงในการแก้ปัญหา "ติดลบ" ซึ่งมีอยู่หลายคณะ หน่วยงานใน ม.อ. รวมถึง สนอ.หาดใหญ่ ด้วย การมีผู้กล้าหาญ แม้เพียงแต่คิดคำนึง...กล้าประกาศว่าจะทำ...ทำจริง... ดิฉันก็ยินดีด้วยค่ะ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีใครคิดจะแก้ปัญหาที่นั่งมองเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...จนพ้นวาระการบริหารไป... ช่วยกันแสดงความคิด บอกความเห็นเพื่อหาแนวทางที่ดีที่สุดของ ม.อ. ของเราค่ะ

ขอบคุณค่ะ

"คณะวิศวฯ มีการเงินที่ติดลบมาหลายปีแล้ว และเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ จนมากกว่า 20 ล้านบาทในปัจจุบัน" ข้อมูลการเงินที่ติดลบของคณะเป็นข้อมูลที่ตัวเองไม่เคยทราบมาก่อน เพราะจากการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆที่เห็นภายนอก การขอทุนที่คณะสนับสนุน การจ้างบุคลากรเพิ่ม หรือการจัดสัมมนาสร้างความสัมพันธ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าแทบไม่มีนัยยะของการเป็นหนี้ หากคณะฯ อยู่ในภาวะการเงินที่ติดลบมากมายอย่างนี้บางอย่างไม่มีความจำเป็นเลยที่ต้องทำ เพราะสิ่งที่เห็นและได้ยินไม่ได้สะท้อนภาพของสิ่งที่เป็น จึงทำให้ตัวเอง (คงมีอีกหลายท่าน) ตกใจกับความจริงที่ปรากฏ ดีใจที่ อ.วรวุธ ขึ้นกระทู้นี้

สุกฤทธิรา รัตนวิไล

Ico48
เพื่อนอ.คณดิถอีกคน [IP: 172.31.16.85]
04 กรกฎาคม 2554 19:35
#66406

ผมสงสัยว่าเรามีมาตรการลดรายจ่ายเช่น การประหยัดไฟ การติดฝ้าเพดาน เปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เก่าและกินไฟมากเช่น แอร์ แล้วยังครับ จริงๆแล้วเงินที่เอาไปทำทางเดิน ปูพื้น จัดกิจกรรมต่างๆ อื่นๆจิปะถะ ถ้าได้นำมา upgrade เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ติดฝ้าเพดาน คงจะช่วยประหยัดรายจ่ายในส่วนค่าไฟ เดือนละหลายตังอยู่ ถ้าตอนนี้ไม่มีตังค์แล้ว ก็น่าจะหาวิธี raise fund ขึ้นมา หรือ หา partners/sponsors คิดว่าน่าจะทำได้ ต่างประเทศเขาก็มีการ raise fund จาก alumni เป็นปรกติ

เราเป็นคณะวิศวะ หากได้ทำส่วนนี้ (เรื่องการประหยัดไฟ) ก็จะได้เป็นตัวอย่างให้ชาวบ้าน ชุมชนด้วย เราเป็นวิศวะ คงน่าจะหาทางลดค่าใช้จ่าย ลด waste ต่างๆได้นะ ผมคิดว่า

ส่วนเรื่องการตัดเงินผมคิดว่า น่าจะเป็นทางออกสุดท้ายที่คิดวิธีการแก้ปัญหาอื่นไม่ออกแล้ว และหากทางคณะต้องทำจริงๆ ผมคิดว่าก็คงจะทำให้ในอนาคตการหาอาจารย์ใหม่คงจะยากมาก อาจารย์ที่เพิ่งเข้ามา ถ้าไม่ติดทุนคงจะไม่อยากทำงานที่นี่นาน

Ico48
เพื่อนของอาจารย์ทุกคน [IP: 115.87.211.89]
04 กรกฎาคม 2554 23:39
#66409

การบริหารงานในองค์กรใดๆหากต้องแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินด้วยการลดเงินเดือนของพนักงานสาเหตุมักมาจากจากสองปัจจัย

หนึ่งปัจจัยจากภายนอก,นอกเหนือการควบคุม เช่นเศรษฐกิจประเทศ,โลกทรุดตัว การเมือง หรือภัยธรรมชาติ อันนี้พอจะทำให้สมาชิกในองกรณ์เข้าใจได้และได้รับความร่วมมือหรือแรงต้านที่น้อย

ปัญหาเกิดขึ้นภายในองค์กรเองประเภทนี้มักเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการ สมาชิกในองกรณ์ไม่เข้าใจและมักจะไม่ยอมรับในข้อชี้แจงใดๆ จะเกิดแรงต่อต้านที่สูง และชัดเจน (อาจถึงขั้นประท้วง ซึ่งเห็นกันบ่อยๆ) แต่บางกรณีที่ฝ่ายบริหารแสดงให้เห็นถึงความจริงใจและเสียสละผลประโยชน์ของตนเองตามมาตรการหรือเกินไปกว่าที่มาตรการกำหนด ก็อาจจะได้รับความร่วมมือ

ที่กล่าวมานี้ถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ได้นำมากล่าวโทษฝ่ายใด นะครับปัญหาเกิดมาแล้วต้องแก้ไข แต่การเกามันต้องถูกที่คันนะครับ เกาแรงๆผิดที่ไม่หายคันซ้ำยังจะทำให้เป็นแผลเพิ่มอีก

Ico48
เพื่อนอ.คณดิถคนเดิม [IP: 172.31.16.85]
05 กรกฎาคม 2554 00:01
#66410

เกิดปัญหา เกิดวิกฤต ผมคิดว่าเราเลือกได้ว่า จะทำวิกฤตให้เป็นโอกาศ ด้วยการพัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างในคณะให้ดีขึ้น efficient มากขึ้น หาทางออกที่สร้างสรรค์ หรือเราจะเลือกหาทางออกง่ายๆ แล้วทำวิกฤตให้มันเป็นวิกฤตที่รุนแรงขึ้นไปอีก

ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารทุกท่าน ให้ท่านได้คิดไตร่ตรองและหาทางออกที่ดีเจอนะครับ

Ico48
วรรณรัช สันติอมรทัต [IP: 172.30.3.104]
06 กรกฎาคม 2554 16:13
#66444

อยากกด Like ให้ อ วรวุธ ล้านครั้งค่ะ !

ขอเพิ่มเติมเล็กน้อย สนับสนุน อ วรวุธ (จะพยายามไม่พิมพ์ผิดแระ)

"หนูเข้าใจปัญหาของคณะฯที่เกิดน่ะค่ะ แต่หนูไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของคณะฯค่ะ"

1.หนู (ไม่ใช่อาจารย์อาวุโส ) เวลาตั้งโครงการวิจัยที่มาจากแหล่งทุนภายนอก หนูก็หักเงินให้คณฯะไว้ 10%

(หนูไม่ได้คิดว่าต้องยอมเสียสละอะไรค่ะ แต่คิดว่าไว้ให้คณะทำประโยชน์ เพราะการที่หนูได้เงินทุนวิจัย ส่วนหนึ่ง

ก็มาจากที่หนูได้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ลูกพระบิดา ดังนั้น

ก็ต้องตอบแทนองค์กร)

แม้ว่าทีมวิจัยของกลุ่มหนูจะไม่ได้สนับสนุนจากมหาวิทยาลัย เพราะไม่ตั้ง KPI ตาม

ที่ต้องการ เพราะเราเห็นว่ามันเป็นตัวเลขที่ไม่สมเหตุสมผล โดยลองเอาภาระงานสอน+งานวิจัย

พบว่าจะต้องทำงานวันละ กว่า 36 ชั่วโมง จึงจะได้ค่า KPI ตามที่เขาตั้งไว้

จึงขอทุนสนับสนุนตั้งทีมจากเงินภายนอก แต่พวกทีมหนูก็ตั้งค่าสาธารณูปโภคไว้ให้คณะฯ เพื่อเป็นค่าน้ำค่าไฟ

และกลุ่มอาจารย์ที่หนูรู้จักเขาก็หัก 10% กันอยู่น่ะค่ะ ไม่ใช่ไม่หัก

2.การเพิ่มรายได้จากค่าสมนาคุณพิเศษ ภาคฯหนูเขาทำกันมานาน ทำให้หนูจะต้องมีโหลดสอนมากกว่าปกติ

(สอนเยอะแล้วก็ต้องทำวิจัย)

3.คณะฯลดจำนวนทุนบัณฑิต นักศึกษาป โท ของหนู 4 คนไม่มีทุน หนูก็เข้าใจ เลยออกไปหาแหล่งทุนบัณฑิตภายนอก

มา 4 ทุน ก็ไม่กวนคณะฯ ซึ่งอาจารย์ในภาคฯ หลายท่านก็ทำเช่นนี้เหมือนกันค่ะ

คำถามเดิมค่ะว่า หนูทำผิดอะไรเหรอ กับ 3 ข้อที่ทำมา จึงได้คิดมาตัดเงิน?

ปล.ในฐานะคนที่ทำวิจัยมาตลอดถึงแม้ว่าจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่ไม่เคยคิดเทียบระหว่างงานสอนกับงานวิจัยเลยค่ะ

กลับคิดว่างานสอน มันยาก และเหนื่อยด้วยค่ะ เพราะนศ มาจากหลากหลายแหล่ง ถ้าไม่ใช่เพราะมีครูสอนทั้งทาง

ด้านวิชาการและแนวคิดของการทำวิจัย ก็ไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ ... ขอบคุณคุณครู ....

Ico48
น้องปู ยิ่งเลิฟ ค่ะ [IP: 223.205.179.231]
06 กรกฎาคม 2554 21:07
#66449

ว้า.... แย่เลย

ตัวเราเองก็เลือกแต่ทำงานง่ายๆ (ที่เขาดูถูกกันว่าเกิดการพัฒนาน้อย)

อุตส่าห์ตั้งใจสอน ราวกับ เข็นครกขึ้นเขา ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

สีซอให้แมวฟัง เชียร์ ปชป.ให้ชนะเลือกตั้ง ฯลฯ

อยากจะทำงานยากๆ ที่เกิดการพัฒนามากๆอย่างวิจัยบ้าง

ก็ดันทำไม่เป็นซะอีก (สงสัยจะไม่ค่อยฉลาดซักเท่าไหร่)

อืม... ลาออกไม่เป็นนักการเมืองดีกว่า

เรียนทุกท่าน

      บันทึกนี้ได้ทำหน้าที่บรรลุวัตถุประสงค์แล้วครับ คือ ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารทบทวนการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้มาตรการตัดลดเงินสมนาคุณสาขาขาดแคลน 4000 บาท ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งผู้บริหารคณะฯ ก็ได้รับทราบและนำไปพิจารณาทบทวนการตัดสินใจ และในที่สุดก็ได้ประกาศที่จะไม่ตัด/ลด เงินสมนาคุณสาขาขาดแคลน ตามที่คณบดีได้แจ้งไว้แล้ว (ที่บล็อกนี้  http://share.psu.ac.th/blog/eng-dean/19433 ครับ)

      ผมขอแสดงความยินดีต่อชาวคณะวิศวฯ ทุกท่าน และขอขอบคุณผู้บริหารที่กล้าหาญทบทวนและตัดสินใจตามหลักการและเหตุผลที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่คณะฯ ของเราสืบต่อไปครับ

       ผมขอขอบคุณทุกท่านที่อ่าน, ร่วมแสดงความคิดเห็น และ/หรือ ให้กำลังใจ ทั้งบนหน้านี้ หรือช่องทางอื่น ๆ ครับ และผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้หากการแสดงความคิดเห็นของผม หรือของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นท่านอื่น ๆ อาจไปกระทบทำให้บางท่านรู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่ใช่เจตนารมณ์ของบล็อกนี้ครับ (ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น)

       ขอขอบคุณ share.psu.ac.th ที่เป็นเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และเปิดเผยครับ ผมคิดว่าหลาย ๆ คน ซึ่งรวมทั้งผมเองได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนกันบน share.psu.ac.th นี้ครับ

ขอบคุณครับ

Ico48
คณดิถ [IP: 113.53.4.66]
10 กรกฎาคม 2554 13:45
#66566

ประชุมวันศุกร์ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆเลย คงต้องมีใหม่ครับ เรื่องการทำบัญชีต้องชัดเจนขึ้น ทั้งบัญชีแยกตามหน่วยงาน อย่าได้เอามารวมกัน จะเห็นได้ชัดว่า หน่วยงานไหนใช้เงินมาก มากเพราะอะไร ถ้ามีเหตุผลเราพี่น้องคณะวิศวะฯด้วยกัน ก็เข้าใจกัน และมาช่วยหาทางแก้ไขกัน

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.225.194.144
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ