นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

Our Shangri-La
Ico64
Kittisakdi Choomalee

ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 16

อ่าน: 3244
ความเห็น: 7

ก้าวย่าง ทางเดิน หมายเลข ๙๒: The Last Lecture, ภาพสุดท้าย และบันทึกหน้าสุดท้าย

เมื่อเราทำอะไรพลาดและไม่มีใครเตือนเราเลย นั่นแปลว่าเขาหมดหวังในตัวเราแล้ว

๒๓๕๐๑๗๑๐๒๕๕๑

"Max ทำอะไรบ้างนอกจากจะเอาความเศร้า ความเดือดร้อนของตัวเองมาให้แก่คนรอบข้าง ได้โปรดออกไปจากบ้านของฉัน"

"Max เดินออกไปจากบ้านของคู่หูเขา.. วันนั้นเป็นพิธีศพของคู่หูของ Max"

อีก ๑๐  นาทีจะเที่ยงคืนแล้ว วันใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา แสงไฟสว่างจ้า ผู้คนต่างทยอยลุกขึ้น เดินจากที่ที่นั่งอยู่

ผมหันกลับมามองตัวเอง เพื่อนผม อย่างน้อยคนหนึ่งเคยพูดทำนองนี้ ในความเป็นจริงแล้ว บางครั้งบางครา ผมกลับรู้สึกเช่นนั้นเช่นกัน ผมเคยเห็นตาของน้อง เมื่อผมพูดคำพูดหนึ่งออกไป เป็นดวงตาที่ยากที่จะลืม

เราไม่รู้ว่าแรงสะท้อนที่สะท้อนกลับมา มันรวดเร็วเพียงใด มันรุนแรงเพียงใด น้อยกว่าแรงส่ง เท่ากับแรงส่ง หรือ มากกว่าแรงส่ง

ราไม่รู้จนกว่าแรงสะท้อนนั้นจะสะท้อนกลับมาหาเรา บางครั้งรวดเร็วยิ่งนัก บางครั้งรุนแรงไม่หย่อนกว่าแรงส่ง

หนาวลม ยามเมื่อกายแทรกแหวกอากาศตามแรงส่ง แทรกชำแรกไประหว่างอณูของอากาศยามเที่ยงคืน บางสิ่งบางอย่างเคลื่อนที่แทรกไปล่วงหน้าแล้ว เพียงแต่ สิ่งนั้นจะเคลื่อนตัวไปหยุดอยู่ที่ใด จะไปถึงยังจุดหมายหรือไม่ เมื่อถึงจุดหมาย จะกลายสภาพเป็นอะไร สุดที่จะคะเน

๒๐๔๐๑๕๑๐๒๕๕๑ชั้นวางหนังสือใหม่ตรงหน้า ผมเหลือบไปเห็นหนังสือปกสีเขียวใบตองอ่อนเล่มหนึ่ง ผมเพิ่งเห็นวันนี้เอง ผมไม่ค่อยได้อ่านงานเขียนของนักเขียนคนนี้นัก จำได้ว่ามีอยู่เล่มหนึ่ง กองทิ้งๆ สุมๆ ไว้ที่กองหนังสือบนโต๊ะ ผมหยิบหนังสือเล่มนั้นมาเปิดอ่าน

เรื่องสั้น

ผมหยุด พลิกไป ตามแต่จะเจอหน้าเท่าไหร่ ยืนอ่าน

การตั้งชื่อเรื่องของนักเขียนสมัยใหม่ มีส่วนผสมของสีสัน ในชื่อเรื่อง

 ผมเปิดดู "บันทึกของนักเดินทางขวา (เพื่อค้นหาทางซ้าย) อ่านได้สองสามบรรทัด ก่อนที่จะหมุนตัวกลับหลังหัน ขยับเท้าก้าวไปข้างหน้า พร้อมทั้งยื่นหนังสือให้ น้องๆ ที่เคาน์เตอร์ พร้อมหมุนตัวมาทางซ้าย เดินเข้าไปด้านใน

"มีอีกเล่มหนึ่งที่เพิ่งมา" เสียงของพนักงานคนหนึ่ง พร้อมกับเดินตรงไปที่ชั้นวางหนังสืออีกมุมหนึ่ง

ผมไม่ตอบว่ากะไร เพียงแต่เดินตามไป
พนักงานคนเดิม ยื่นหนังสืออีกเล่มมาให้ผม แล้วเดินจากไป ผมยืนพลิกๆ อ่านไปมา อยู่ครู่หนึ่งตรงชั้นวางหนังสือมุมนั้น

ไม่นานนักพนักงานในร้านคนเดิม เดินกลับมาพร้อมกับบอกว่า "มีหนังสือเล่มหนึ่ง ขายดี วันนี้มา ๕ เล่ม เหลืออยู่เล่มหนึ่ง น้องอีกคนเอาไปอ่านอยู่" "The Last Lecture"

"เหรอครับ"

พนักงานคนเดิมเดินหายไปพักหนึ่ง แล้วเดินกลับมาพร้อมยื่นหนังสือเล่มนั้นให้ผม "หนูดีแปล"

น้อยครั้งมากที่ผมจะซื้อหนังสือตามคำแนะนำของใครๆ ยกเว้นผมได้หยิบขึ้นมา ลูบๆ คลำๆ เปิดดู พลิกอ่านเนื้อหาข้างใน

ผมยืนพลิกๆ ดูหนังสือเล่มนั้นอยู่พักหนึ่ง

แรนดี เพาซ์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ทราบผลการวินิจฉัยแล้วว่า เป็นมะเร็งในตับอ่อนระยะสุดท้าย เมื่อแรนดี ได้รับเชิญไปปาฐกถาในหัวข้อ "เลกเชอร์ครั้งสุดท้าย" สำหรับ แรนดี เขาไม่ต้องใช้จินตนาการอะไรเลย

"แล้วถ้าเป็นเราบ้างเล่า มีความรู้ใดบ้างที่เราอยากแบ่งปันกับโลก ถ้าหากเรารู้ว่านี่เป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ถ้าเราต้องดับสูญไปในวันพรุ่งนี้ เราจะทิ้งอะไรไว้เป็นมรดก"

ผม เข้าใจเอาว่า "มรดก" ในที่นี้คือ "เราได้ทิ้งอะไรเอาไว้เบื้องหลัง"

สำหรับหัวข้อปาฐกถาในวันนั้นของเขากลับเป็น "ทำความฝันวัยเด็กของคุณให้เป็นจริงได้อย่างแท้จริง" หาได้เกี่ยวกับปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องความตาย

ผมหยิบหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ใส่คืนชั้นวางหนังสือ เดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นหนังสือให้พนักงาน อีกเล่มหนึ่ง วันนี้ผมมีโควตาแค่สองเล่มเท่านั้น ผมยื่นสตางค์ให้กับพนักงาน เกินราคาของทั้งสองเล่มนิดหน่อย พนักงานยื่นเงินทอนให้ ผมหมุนตัว หันกลับไปในร้าน เดินดูหนังสือในร้านต่ออีกพักหนึ่ง ระหว่างรอพนักงานจัดการกับหนังสือทั้ง ๒ เล่ม

 

The Last Lecture

ดูรายละเอียดของ The Last Lecture ได้จากลิงค์นี้ ครับ

หรือจะฟัง หรือดูคลิปวิดีโอจากนี้(YouTube) หรือ นี้(WMV) หรือ นี้(Yahho) ครับ หรือจะอ่าน The Last Lecture Transcript ได้ที่นี่ (pdf)

ถ้าใครสนใจ WMVผมจัดการหามาแล้วครับ

ผมก้าวไม่ถึงการเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ

ผมรักฟุตบอล รักการสกัดบอล ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุเก้าขวบ

ในวันฝึกซ้อมวันแรกพวกเรากลัวกันแทบตาย เท่านั้นยังไม่พอ โค้ชยังไม่หยิบลูกฟุตบอลมาสักลูก เด็กคนหนึ่งในกลุ่มรวบรวมความกล้าและถามแทนพวกเราทุกคนว่า "ขอโทษนะครับ โค้ช เราไม่มีฟุตบอลสักลูก"

โค้ชแกรห์มตอบว่า "เราไม่จำเป็นต้องใช้ลูกฟุตบอล"
ไม่มีเสียงอื่นใด ขณะที่พวกเราคิดถึงสิ่งที่โค้ชตอบมา ...
"มีคนกี่คนอยู่บนสนามฟุตบอลในหนึ่งเกม" โค้ชถาม
ทีมละสิบเอ็ดคน เราตอบ รวมกันสองทีมก็ยี่สิบสองคน
"และมีกี่คนที่ได้จับลูกฟุตบอล"
แค่หนึ่งคน
"ถูกต้อง" โค้ชพูด "ดังนั้นเราจึงมาเรียนรู้สิ่งที่คนอื่นอีกยี่สิบเอ็ดคนจำเป็นต้องทำ"

พื้นฐาน นั่นคือของขวัญยิ่งใหญ่ที่เราได้จากโค้ชแกรห์ม

ผมจำการซ้อมครั้งหนึ่งได้อย่างแม่นยำ "เธอทำผิดหมดเลย เพาซ์ กลับไปใหม่! กลับไปทำใหม่!" ผมพยายามทำให้ได้อย่างที่โค้ชต้องการ แต่มันก็ไม่เพียงพอ "เธอยังติดค้างฉันอยู่ เพาซ์! เธอต้องไปวิดพื้นหลังจากการซ้อมวันนี้"

หลังจากที่ผมถูกปล่อยตัวในที่สุด ผู้ช่วยโค้ชคนหนึ่งเดินเข้ามาปลอบใจ "โค้ชแกรห์มเคี่ยวเธอหนักเลยสิวันนี้" ผู้ช่วยพูด

ผมแทบไม่มีแรงจะตอบว่า "ครับ"

"นั่นเป็นสิ่งที่ดีมากนะ" ผู้ช่วยบอกผม "เมื่อเราทำอะไรพลาดและไม่มีใครเตือนเราเลย นั่นแปลว่า เขาหมดความหวังในตัวเราแล้ว"

ผมยังจำได้ดีถึงการแข่งขันครั้งหนึ่งที่ทีมเราเล่นได้แย่มาก พอถึงพักครึ่งเวลา พวกเราวิ่งเร็วจี๋ไปที่ถังน้ำดื่มจนแทบชนถังล้มลง โค้ชแกรห์มโกรธสุดขีด "พระเจ้าช่วย! นั่นเป็นการวิ่งที่เร็วที่สุดเท่าที่ฉันเห็นพวกเธอวิ่งกันมาตั้งแต่เริ่มแข่งเลยนะ!"

"พวกเธอต้องการน้ำหรือ" โค้ชยกถังน้ำขึ้นแล้วเทน้ำทิ้งลงสนามหญ้าทั้งหมด 

พวกเราทุกคนได้ดื่มน้ำแล้วก่อนการพักครึ่ง ดังนั้นการวิ่งจี๋ไปที่ถังน้ำนั้นจึงเป็นการแสดงออกของเด็กเอาแต่ใจตัวโดยไม่เกี่ยวข้องกับการกระหายน้ำอย่างแท้จริงแต่อย่างใด"

หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยนี้ พ่อแม่ที่อยู่ตรงข้างสนามคงหยิบโทรศัพท์ออกมาจ้าละหวั่น เพื่อโทรหากรรมาธิการลีก หรือแม้กระทั่งโทรหาทนายความ

ตามรักกำแพงอิฐ

กำแพงอิฐที่แข็งแกร่งที่สุดที่ผมเคยเจอมาในชีวิตสูงแค่ห้าฟุตหกนิ้ว และสวยงามเกินคำบรรยาย แต่กำแพงนี้ทำให้ผมน้ำตาร่วง ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมาทั้งชีวิต และทำให้ผมสิ้นหวัง จนต้องโทรศัพท์หาคุณพ่อเพื่อขอคำปรึกษา ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

".. กำแพงอิฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งคนที่ไม่ต้องการสิ่งนี้อย่างจริงจังเพียงพอ กำแพงมีไว้เพื่อกันคนอื่นออกไป"

กำแพงอิฐที่ว่านี้คือเจ

"ฉัน คงไปไม่ได้" เธอเขียนมาในอีเมล์ "ฉันได้คิดถึงเรื่องนี้ถี่ถ้วนแล้ว และฉันไม่ต้องการคบกับใคร แบบความสัมพันธ์ระยะไกล ขอโทษนะคะ"

ผมถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว และนี่เป็นกำแพงอิฐที่ผมคิดว่าผมน่าจะรับมือไหว ผมจึงส่งดอกกุหลาบไปให้เธอโหลหนึ่ง พร้อมกับการ์ดที่เขียนว่า "ถึงแม้ผมจะรู้สึกเศร้ามาก แต่ผมก็เคารพการตัดสินใจของคุณ และหวังว่าคุณจะพบแต่สิ่งที่ดีที่สุด ลงชื่อ แรนดี"

"เป็นกำลังใจให้เธอ" คุณแม่แนะนำ "ถ้าลูกรักเธอจริง เป็นกำลังใจให้เธอสิ" และผมก็ทำตามคำแนะนำอย่างไม่ตกหล่น

ไม่กี่วันหลังจากนั้น เจโทรศัพท์มาหาผม "แรนดี ฉันกำลังนั่งอยู่ตรงนี้และคิดถึงคุณ ฉันอยากให้คุณอยู่ตรงนี้ด้วย มันต้องมีความหมายอะไรสักอย่างใช่ไหมคะ ความรู้สึกแบบนี้"

เธอได้ค้นพบว่า ในที่สุดเธอเองก็ตกหลุมรักเช่นกัน และเป็นอีกครั้งที่พ่อแม่ผมพูดถูกต้อง ความรัก ชนะทุกสิ่ง และเมื่อสิ้นสุดสัปดาห์นั้น เจย้ายมาที่พิตต์สเบิร์ก

กำแพงอิฐถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง และเหตุผลนั้นคือการให้โอกาสเราได้แสดงออกมาว่า เราต้องการสิ่งนั้นมากน้อยเพียงไร

สวนสนุกเปิดถึงสองทุ่ม

ผมนึกถึงสิ่งที่ผมพูดกับเจที่สวนน้ำหลังจากเรา เล่นไม้ลื่นด้วยกันมาอย่างมีความสุข "ถึงแม้ผลสแกน จะออกมาเลวร้ายอย่างไรในวันพรุ่งนี้" ผมบอกเธอ "ผมอยากให้คุณรู้ว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ผมจะยังไม่ตายทันทีที่เราได้ยิน ผมจะยังไม่ตายในวันถัดไป หรือวันถัดไปจากนั้น เพราะฉะนั้น วันนี้ เดี๋ยวนี้ เป็นวันที่วิเศษสุด และผมอยากให้คุณรู้ว่า ผมมีความสุขในวันนี้แค่ไหน"

ผมนึกถึงสิ่งที่ผมพูดและนึกถึงรอยยิ้มของเจในตอนนั้น ผมรู้ตอนนั้นเองว่า นั่นแหละเป็นวิธีที่ผมต้องใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมดของผม

ฝึกให้เป็นอัศวินเจได

เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่จะได้ทำตามความฝันวัยเด็กของตัวเอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น คุณอาจพบว่า การเติมเต็มความฝันของคนอื่นๆ กลับสนุกยิ่งกว่า

ในปี ๑๙๙๓ เมื่อผมยังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ทอมมี เบอร์เน็ต มาสมัครงานกับทึมวิจัยของผม หลังจากที่เราพูดคุย ถึงชีวิตและเป้าหมายของเขา จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า "ผมมีความฝันวัยเด็กอยู่เรื่องหนึ่งตลอดมา"

"ความฝันของคุณคืออะไรหรือ ทอมมี" ผมถาม
"ผมอยากร่วมผลิตหนังสตาร์วอร์สภาคต่อไป" เขาบอก

ลองคิดดูนะครับว่า บทสนทนานี้เกิดขึ้นในปี ๑๙๙๓ สตาร์วอร์ส  ภาคล่าสุดถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ๑๙๘๓ แล้วยังไม่มีแผนการสร้างตอนต่อไปที่เป็นรูปธรรม ผมอธิบายให้เขาฟังว่า "นั่นเป็นความฝันที่อาจเป็นจริงได้ยาก" ผมบอกเขาว่า "ว่ากันว่า ไม่มีภาคต่อของสตาร์วอร์สแล้ว"

"ไม่หรอกครับ" เขาบอก "พวกเขาต้องทำภาคต่อไป และเมื่อไหร่ที่เริ่ม ผมก็จะเป็นทีมงาน นั่นแหละครับ ฝันของผม"

ทอมมีอายุหกขวบเท่านั้นตอนที่ สตาร์วอร์สออกฉายครั้งแรกในปี ๑๙๗๗ "เด็กคนอื่นอยากเป็นฮานโซโล" เขาบอกผม "แต่ไม่ใช่ผม ผมอยากจะเป็น คนที่ทำเทคนิคพิเศษของยานอวกาศ ดาวเคราะห์ และหุ่นยนต์ต่างๆ"

เมื่อผมย้ายมาอยู่ที่คาเนกีเมลลอน ทุกคนในทีมของผมจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ย้ายมาด้วยทุกคน ยกเว้นทอมมี เพราะเขาได้รับการว่าจ้างโดย จอร์จ ลูคัส สตาร์วอร์สตอนใหม่ อีกสามตอนใหม่ถูกสร้างอีกในปี ๑๙๙๙ ๒๐๐๒ และ ๒๐๐๕

พวกเขาทำให้ผมทึ่ง

หากผมสามารถช่วยลูกศิษย์แต่ละคน ทีละคนๆ ให้เขาก้าวเดินไปบรรลุความฝันวัยเด็กได้ จะมีวิธีไหอื่นๆ อีกไหมที่ทำให้พวกเขาไปสู่ความสำเร็จนั้นได้ครั้งละหลายๆ ร้อยคน

ผมเปิดสอนวิชา "การสร้างโลกสามมิติเสมือนจริง" (Building Virtual Worlds) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า บีวีดับเบิ้ลยู (BVW) เปิดรับนักศึกษาปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ จำนวนห้าสิบคน คนที่ลงทะเบียนมีทั้งนักศึกษาการแสดง เด็กเอกภาษาอังกฤษกับประติมากรรม ปนๆ มากับนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ เอกคณิตศาสตร์ และพวกบ้าคอมพิวเตอร์ เราจับเขาเข้ากลุ่ม และบังคับให้ทำงานที่ทำตามลำพังไม่ได้

ทีมหนึ่งมีนักศึกษาสี่คนจากการสุ่มรายชื่อ พวกเขาต้องอยู่ทำโครงการร่วมกันนานสองอาทิตย์ ผมบอกพวกเขาเพียงว่่า "สร้างโลกเสมือนจริง" และพวกเขาเขียนโปรแกรมงานขึ้นมา ฝันถึงอะไรขึ้นมาสักอย่าง นำมาให้เพื่อนๆ ดู และผมก็จับสลับทีมใหม่ และพวกเขาก็มีเพื่อนเล่นใหม่อีกสามคน แล้วก็เริ่มกันใหม่อีกครั้ง

ผมมีกฎเพียงสองข้อเท่านั้นสำหรับโลกเสมือนจริงที่พวกเขาสร้างคือ ไม่มีฉากยิงกันอย่างดุเ้ดือดเลือดพล่าน และไม่มีฉากลามก ผมท้าทายให้เขาคิดออกไปนอกกรอบที่คุ้นชิน นักศึกษาส่วนมากก็ฮึกเหิมต่อความท้าทายนั้น และในปีแรกที่ผสอนวิชานี้ เมื่อนักเรียนนำโครงการขั้นต้นมาเสนอ ผมทึ่งจนพูดไม่ออก งานของพวกเขาไปไกลเกินกว่าจินตนาการของผม

ผมว้าวุ่นจนโทรศัพท์ไปหาอาจารย์แอนดี แวน แดม

"แอนดีครับ ผมสั่งงานนักศึกษาไปและให้เวลาสองอาทิตย์ งานที่พวกเขานำมาส่งผมนั้นยอดเยี่ยม จนต่อให้เป็นงานที่ใช้เวลาทำทั้งเทอม ผมก็คงให้เกรด A ยกชั้นแน่ๆ ผมควรทำอย่างไรดี"

แอนดีใช้เวลาคิดนานทีเดียว และแนะนำว่า "เอาล่ะ นี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ กลับไปที่ห้องเรียนวันพรุ่งนี้  มองตาลูกศิษย์ตรงๆ และพูดว่า 'งานที่พวกคุณส่งมาดีพอใช้ได้ แต่ครูรู้ว่าคุณยังทำได้ดีกว่านี้อีก' "

คำตอบของเขาทำให้ผมตะลึงไปเลย แต่ผมก็ทำตามคำแนะนำ และผลกลับกลายเป็นว่า นั่นเป็นคำแนะนำที่ถูกต้อง เขากำลังบอกว่า ผมน่ะไม่รู้เอาเลยว่าควรวางมาตรฐานขั้นสูงสุดไว้ระดับไหน และผมกำลังทำให้ลูกศิษย์เสียประโยชน์ด้วยการวางมาตรวัดไว้ตรงไหนก็ได้

ในวันนำเสนอผลงาน นอกจากผมจะเห็นลูกศิษย์จำนวนห้าสิบคนแล้ว ยังเห็นคนแปลกหน้า ที่ผมไม่รู้จักอีกห้าสิบคน พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมห้อง เพื่อนๆ และพ่อแม่ของนักศึกษา ผมไม่เคยมีผู้ปกครองมาร่วมเข้าชั้นเรียนมาก่อนเลย!

 


 

ฝันให้ยิ่งใหญ่

ถ้าเราใช้เงินต่อสู้ปัญหาความยากจน แน่นอนว่ามันมีคุณค่ามาก แต่บ่อยครั้งเกินไปที่เรากำลังทำงานชายขอบ แต่ถ้าเราส่งคนไปดวงจันทร์นั่นคือเรากำลังสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนทุกคนได้ใช้พลังศักยภาพเต็มทีี่เท่าที่มนุษย์จะมีได้ ถึงวันนั้นปัญหาใหญ่ๆ ของมนุษยชาติก็จะถูกแก้ไปในที่สุด

อย่าลืมอนุญาตให้ตัวเองได้ฝัน และเติมเชื้อเพลิงให้ความฝันของลูกๆ ด้วย นานๆ ครั้งก็ยอมให้ลูกๆ เข้านอนดึกบ้างนะครับ

อย่าบ่น และจงทำงานให้หนักขึ้น

คนจำนวนมากใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไป ด้วยการพร่ำบ่นถึงปัญหาของตน ผมเชื่อว่าหากเราเอาพลังงานแค่หนึ่งในสิบ ที่ใช้ไปในการบ่นมาแก้ปัญหา เราจะพบว่าเรื่องราวต่างๆ ออกมาดีอย่างไม่น่าเชื่อ

เริ่มต้นด้วยการนั่งด้วยกัน

ความสามารถในการทำงานกลุ่มได้ดีนั้น เป็นทักษะสำคัญที่ขาดไม่ได้และจำเป็นมากทั้งในโลกการทำงาน และในครอบครัว และวิธีสอนวิธีหนึ่งของผมก็คือ จัดนักศึกษาเป็นทีม เพื่อให้ทำโปรเจ็คท์ร่วมกัน

ในหลายต่อหลายปีมานี้สิ่งที่ผมให้ความสำคัญมากๆ ก็คือการพัฒนาพลวัตรของกลุ่ม เคล็ดลับในการทำงานกลุ่มให้ประสบความสำเร็จ

  • เข้าถึงคนอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว แลกเปลี่ยนข้อมูลสำหรับติดต่อกัน และต้องให้แน่ใจว่าเราออกเสียงชื่อเพื่อนถูกต้อง
  • หาสิ่งที่เรามีร่วมกัน จะช่วยให้ง่ายขึ้นเมื่อต้องพูดถึงประเด็น ที่แตกต่างกันของคุณสองคน กีฬาเป็นเรื่องที่ก้าวข้ามสีผิวและฐานะ
  • พยายามพบกันในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครหิว หรือว่าเหน็ดเหนื่อย ถ้าทำได้ให้นัดกันช่วงมื้ออาหาร อาหารช่วยให้บรรยากาศการพบกันนุ่มนวลขึ้น และนั่นคือเหตุผลที่คนฮอลลีวู้ดมัก "นัดคุยเรื่องานระหว่างมื้อกลางวัน"
  • ให้ทุกคนได้พูด อย่าจบประโยคของคนอื่น
  • วางอัตตาไว้ที่ประตูห้อง
  • ชมกันเอง หาเรื่องราวดีๆ ที่จะชื่นชมกัน
  • เสนอตัวเลือกเป็นคำถาม แทนที่จะบอกว่า "ผมคิดว่าเราควรทำเรื่องเอ ไม่ใช่บี"ลองพูดว่า "และถ้าเราลองทำเอล่ะครับแทนที่จะเป็นบี" วิธีนี้จะช่วยให้คนเสนอคำแนะนำ แทนที่จะลุกขึ้นปกป้องตัวเลือกของตัวเอง




นั่นคือส่วนหนึ่งของ The Last Lecture โดย แรนดี เพาซ์ ที่ผมคัดมาบางส่วนของหลายๆ บทในเล่ม และบางส่วนของแต่ละบทที่คัดมา บางบทอาจจะยาวนิดหนึ่ง แต่เพื่อต้องการให้เห็น ภาพรวมๆ เพื่อชี้ไปสู่ประเด็นต่างๆ ได้ชัดขึ้น

ในหลายๆ บทของ The Last Lecture ทำให้เราต้องกลับมาทบทวน กระบวนการเรียนการสอน ในบ้านเรา การเรียนการสอน ที่ต้องมุ่งเน้นให้เกิดการคิด การกระตุ้น ความคิด ความฝัน และการทำความฝันของนักศึกษา ให้เป็นจริง แทนที่จะสอนให้นักศึกษา คิดอยู่ภายในกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรอบของ "อาจารย์ที่ปรึกษา"

หรือแม้กระทั่ง การทำให้นักศึกษาได้มีความรู้สึกถึง ความเป็นเจ้าของ สิ่งที่กำลังทำ และมีความรู้สึก สุข ที่ได้ทำ

การให้โอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ มากกว่าที่จะให้นักศึกษาได้เรียน จาก ความรู้ หรืิอประสบการณ์ของอาจารย์

ความรู้ และประสบการณ์ของอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ที่ช่วยให้นัีกศึกษาได้พบกับ ฝันที่เป็นจริง ของพวกเขาเท่านั้นอาจารย์ทำหน้าที่ "เติมเต็ม" (Full Fill) ให้กับส่วนที่ขาด แนะทางเดินให้กับนักศึกษาในการเดินทางอาจารย์มีหน้าที่ สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษา

เราต้องร่วมกันทำลายกำแพงที่สกัดกั้นความคิด จินตนาการของเด็กๆ หรือนักศึกษาออกไป กำแพงที่สร้างหรือขีดกรอบไว้โดยอาจารย์ผู้สอน/  อาจารย์ที่ปรึกษา

เรากำลังสอนให้เด็กๆ ทำตาม มากกว่าที่จะสอนให้เรียนรู้ มากกว่าที่จะคิดสร้างสรรค์ หลายๆ ครั้ง ที่เราเริ่มต้นด้วยความต้องการ ของอาจารย์ อาจารย์ต้องการที่จะหาคนทำโปรเจ็กค์ให้ นักศึกษาจึงกลายเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้งานของอาจารย์บรรลุตามที่หวัง โดยมีนักศึกษา/ นักศึกษาระดับสูงกว่าปริญญา เป็นผลพลอยได้ (by-product)

นักศึกษาได้รู้และจดจำที่จะทำตาม ไม่ใช่ เรียนรู้ ที่จะริเริ่มสร้างสรรค์

แนวคิดในระบอบการศึกษา จึงควรที่จะกลับด้าน กลับหัวเป็นหางมากกว่า แทนที่จะให้นักศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือ โดยมีดีกรีเป็นผลพลอยได้ แต่เราต้องให้ อาจารย์เพียงเป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะสร้างบัณฑิต/ มหาบัณฑิต/ ดุษฎีบัณฑิต ที่เกิดกระบวนการเรียนรู้

ผลผลิตของสถาบันการศึกษา ต้องเป็นบัณฑิต ที่สามารถออกไปสร้างงานวิจัยของตนเองได้ ในเขตความรับผิดชอบของตนเองออกไปสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ได้

การเรียนในสถาบัน เป็นการสอนให้นักศึกษา เรียนรู้ที่จะเรียนรู้มากกว่า เรียนเพื่อรู้ในกรอบที่กำหนดโดยใครก็ไม่รู้ นักศึกษาไม่สามารถคิดกรอบการเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

อย่าให้ขีดจำกัดของอาจารย์เป็นกรอบที่จะจำกัดความคิด จินตนาการของเด็กๆ อย่าตั้งมาตรฐานขั้นสูงเอาไว้ตรงที่ความคิดของอาจารย์

ในบท ผมก้าวไม่ถึงการเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ แรนดี ได้พูดถึงสังคมปัจจุบัน เด็กๆ ได้รับการปกป้องจากผู้ปกครองมากเกินไป จนกลายเป็นการเอาอกเอาใจ มากเกินไป มากกว่าที่จะนึกถึงความเป็นจริง แรนดีกล่าวว่า เราไม่รู้ตัวเลยว่าเรากำลังถูกสอน จนกระทั่งเราได้เรียนรู้มันไปแล้ว

เราไม่ได้สอนให้ลูกรู้จักความพ่ายแพ้อย่างองอาจ ไม่ได้สอนให้เด็ก แข็งแกร่งพร้อมที่จะเผชิญกับความเป็นจริงในโลกกว้าง

ในชีวิตของเรานั้น มีหลายๆอย่างที่เข้ามา มีหลายๆ อย่างที่ผ่านไป ชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านเดียว บางคนอาจจะทำงาน ทำจนใช้เป็นข้ออ้างเรื่องของเวลา ไม่มีเวลาที่จะทำโน่น ที่จะทำนี่ เราลองทบทวนดูว่า เราได้ใช้เวลาไปกับสิ่งใดบ้าง ในเวลาที่ผ่านไป เราได้ทำอะไรแล้วบ้าง อะไรที่ยังไม่ได้ทำ ผ่านมาเท่าไหร่แล้ว เราเคยเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมอง เดินออกไปจากกรอบ จากกำแพงที่ตั้งเอาไว้ เดินไปหาสิ่งที่มีมากกว่า สิ่งซ้ำๆ จำเจเช่นทุกวัน ถ้าเราเดินออกไปเราจะพบว่า สวนสนุกเปิดถึงสองทุ่ม นานเท่าไหร่แล้วที่เราหลงลืมวัยเยาว์ของเรา เราเล่นกระดานหกครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ชิงช้าถูกไกวด้วยแรงจากเท้าทั้งสองของเราครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

เราไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่ได้คุยกัน ไม่ได้ติดต่อสื่อสาร ส่งข่าวกันนานเท่าไหร่แล้ว เราเคยไปสวนสนุกกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

บทสุดท้าย

ผมเคยดูภาพยนต์เรื่อง Sky Captain and the World of Tomorrow เมื่อหลายปีมาแล้ว ตัวนางเป็นนักข่าว ที่มีความฝันที่จะทำข่าว ถ่ายรูป สิ่งที่จะทำให้ตัวเองโด่งดัง ในขณะที่ตัวนางได้ร่วมเดินทางกับตัวพระ เพื่อไล่ล่าตัวร้าย ที่กำลังจะทำลายล้างโลกนั้น จนถึงเกาะแห่งหนึ่ง

เท่าที่ผมจำได้ ตัวนางเหลือฟิล์มสำหรับถ่ายรูปอีกเพียง ๓ รูปเท่านั้น และในระหว่างนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุต่างๆ จนทำให้ เป็นอันต้องกด shutter ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ๒ ครั้ง เหลือฟิล์มที่จะถ่ายได้อีกเพียงรูปเดียวเท่านั้น

หรือแม้แต่บางครั้ง ตัวนางมีโอกาสที่จะได้ภาพถ่าย แต่ก็ลังเลที่จะถ่าย หรือตัดสินใจไม่ถ่าย ผมเดาเอาว่าตัวนาง อาจจะคิดว่า ไม่ได้อย่างที่ต้องการ ต้องการภาพที่ดีกว่านั้นอีก

เมื่อมาถึงตอนสุดท้าย ที่ตัวพระตัวนางได้ทำลายตัวร้าย เรียบร้อยแล้ว มีสิ่งที่จะทำให้ตัวนางกลายเป็นคนที่โด่งดัง ประสบความสำเร็จกับภาพถ่าย หากถ่ายภาพนั้นได้สำเร็จ และเป็นภาพถ่ายภาพสุดท้าย ที่ต้องตัดสินใจ คำถามคือ ถ้าคุณเหลือฟิล์มสำหรับถ่ายภาพแค่ภาพเดียว คุณจะถ่ายภาพอะไร

แน่นอนครับ ตัวนางเลือกที่จะถ่ายภาพคนรัก มากกว่าภาพที่จะทำให้เธอประสบผลสำเร็จ หรือโด่งดังไปกับภาพสุดท้ายนั้น

นางเอกเลือกที่จะถ่ายภาพของเขาและเธอคู่กัน

โดยมีฉากหลังเป็นไดโนเสาร์หรือสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ถูกทำให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

หรือเรื่องทำนองนี้ มีอีกหลายเรื่อง ผมจำไม่ค่อยได้ว่า มีเรื่องอะไรบ้าง อย่างว่าล่ะครับ ความจำผมมันสั้นลงเรื่อยๆ

คุณจะทำอะไรถ้าหาก เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่โลกใบนี้จะถึงการดับสูญ

อยู่กับคนที่คุณรัก

ทำในสิ่งที่ทำให้คุณยิ่งใหญ่

หรือเลือกทำในสิ่งที่เติมเต็มให้คุณเป็นมนุษย์ที่ "สมบูรณ์"

ผมอาจจะไปที่โรงหนัง นั่งดูหนังให้จุใจ หรือหยิบกล้องเดินออกไป

กด shutter

รูปที่ผมถ่ายไม่จำเป็นต้องเป็นรูปที่สวย หรือต้องเป็นรูปที่ถูกใจเสมอไป เพราะการกด shutter ในบางครั้ง ผมกำลังถ่ายภาพ "สิ่งที่มองไม่เห็น"  มีสิ่งต่างๆ มากมายในรูปที่เราถ่าย มากกว่าเพียง "ความสวยความงาม" ของรูป

ในชีวิตของคนเรา ภาพที่สวยงาม ไม่ได้มีค่าสำหรับเราเสมอไป ในบางครั้ง ไม่มีค่า ไม่มีความหมายสำหรับเราเลย สิ่งที่มีค่า มีความหมาย กลับเป็น "สิ่งที่มองไม่เห็น" ต่างหาก

หรือหากมีโจทย์อยู่ว่า วงแชร์ของเรามีอันต้องหยุดให้บริการแก่สมาชิก แต่มีพื้นที่สำหรับให้หมู่มวลสมาชิก เขียนบันทึกได้อีกคนละบันทึก เราจะเขียนบันทึกสุดท้ายนี้ของเราอย่างไร

ในจำนวน ๙๒ บันทึก ผมมีบัญทึกที่เขียนยังไม่เสร็จนับ ๑๐ บันทึก ที่ผมต้องเขียนให้เสร็จ เดือนตุลาคม ผมเขียนไปแล้วมากกว่า ๔ บันทึก เพียงแต่เป็น ๒ สัปดาห์ ไม่ได้เป็น ๔ สัปดาห์ แต่ บันทึกที่เขียน ไม่มีบันทึกซ้ำในแต่ละวัน

ผมคงต้องเขียนบันทึกที่ค้างอยู่ให้เสร็จ

เราเอง

๑๓๒๑๒๐๑๐๒๕๕๑บันทึกนี้ใช้เวลาเขียน ๓ วัน (๑๘ - ๒๐)

 

 


สำหรับเพลงท้ายบันทึก คงไม่มีเพลงใดจะเหมาะกับบันทึกนี้ เท่ากับเพลงนี้แล้ว ที่จริงผมเลือกเพลงอื่นไว้ แต่พอมาคิด มาเขียนเพิ่มอีกรอบ เพลงนี้เหมาะที่สุดครับ

เพลงนี้คือ Another Brick in the Wall ของวง Pink Floyd เพลงนี้มีด้วยกันหลายส่วน (part) ที่เป็นชื่อเพลงก็มี ๓ ส่วนคือ  Another Brick in the Wall Part 1 , Another Brick in the Wall Part 2 และ Another Brick in the Wall Part 3 แต่ระหว่างแต่ละ Part จะมีตอนอื่นคั่นอีกทีหนึ่ง หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็น concept album คือเป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวเดียวกันทั้ง albumเนื้อเพลงจะต่อเนื่องกันไป

ผมได้ album นี้ของ Pink Floyd มาพักใหญ่แล้ว โชคยังดีที่บ้านเรายังพอหา Album ชุดนี้ของ Pink Floyd ได้อยู่ ผมลืมบอกไปว่า Album นี้ชื่อ The Wall (๑๙๗๙) ที่เป็นแผ่นคู่ มีแผ่นซีดี  ๒ แผ่น

จาก Another Brick in the Wall Part 1 คั่นด้วย The Happiest Day of our Lives ในเพลงฉบับดั้งเดิมนั้น เริ่มต้นของ The Happieest Day of our Lives นั้น จะเป็นเสียงของรถไฟ แต่ใน version ที่ผมมีจะเป็นเสียงของเฮลิคอปเตอร์แทน

แล้วต่อเนื่องไปถึง Another Brick in the Wall Part 2 ซึ่งใน Part 2 นี้เราจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี หรือได้ยินบ่อยๆ จากนั้นก็ต่อด้วยส่วนอื่นๆ อีกหลายส่วนจนถึง Another Brick in the Wall Part 3 ซึ่งเป็นเพลงรองสุดท้ายของแผ่นแรก ก่อนที่จะปิดท้ายด้วย Goodbye Cruel World

ปิดท้ายแผ่น ๒ ด้วย Outside The Wall

ใน Music Video จากลิงค์ของ Youtube จะเป็นส่วนของ Another Brick in the Wall Part 1 ต่อด้วย The Happiest day of our Lives ปิดท้ายด้วย Another Brick in the Wall Part 2

ในส่วนท้ายๆของเพลง เราจะเห็นสัญลักษณ์ที่แทนด้วยฆ้อน อยู่หลายที่  และที่สำคัญตอนจบของ Part 2 จะเหห็นเด็ก ทุบรื้อทิ้ง กำแพง โต๊ะ ตู้ต่างๆ เผาทิ้ง รวมถึงช่วยกันจับ "ครู" น่าจะเอามาโยนใส่กองไฟ เผาทิ้งไปด้วย

เราค่อนข้างจะหา Part 2 ง่ายมี version หนึ่งที่ ส่วนท้ายๆ จะเป็น Animation ที่เป็นการเดินสวนสนามของฆ้อน ฆ้อนที่แข็งทื่อ ทำตามคำสั่งได้อย่างเดียว คือเอาหัวกระแทกลงไป

Pink Floyd เป็นวงดนตรีที่จัดเป็น Progressive Rock หรือพวกวงดนตรีแนว (หัว) ก้าวหน้า ทั้งทางด้านเนื้อหาและดนตรี ซึ่งอาจจะมีพวก synthesizer เป็นหลัก สำเนียงจะแปลกๆ ใหม่ เนื้อหาจะเน้นไปทางด้านของปรัชญา ของฝรั่งจะมีอยู่หลายวงที่ดังๆ (อย่าง Radio Head ที่เกลอผมเขาหลงไหล Radio Head อาจจะจัดเป็นพวก Alter ก็ได้ หรือ ...) แต่ในเมืองไทยค่อนข้างจะหายากหน่อย ที่เด่นๆ ในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็คือ ชุด "คนเขียนเพลงบรรเลงชีวิต" ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์

ผมฟัง Pink Floyd เพลงแรกสมัยเรียนมัธยม น่าจะเป็นเพลง Comfortable Numb ที่มีการ solo guitar ยาวหน่อย แต่ไม่ดุเดือด เน้นที่  feel  เป็นหลัก

หรือหลายคนจะจัด Pink Floyd เป็นวง พวก Psychedelic music หรือ Space Rock เราจะเห็นเวทีการแสดงที่อลังกา คละคลุ้งไปด้วยหมอกควัน สัญลักษณ์ต่างๆ แสงสี รวมถึงกลิ่นอายของยา

เรียกว่าบรรยากาศแบบลอยๆ แบบนั้น

สมาชิกของวงที่รู้จักกันดีน่าจะเป็น David Gilmour และ Roger Waters อัลบัมสุดท้ายของพวกเขาตอนนั้นคือ The Final Cut (๑๙๘๓) ก่อนที่จะมารวมกันทำ A Momentary Lapse of Reason (๑๙๘๗) และ The Division Bell (1994)

ผมชอบอยู่หลาย Album เรียกว่าทั้งหมดก็ได้ครับ ที่มีก็คงเป็น The Wall , Wish you Were Here, The Dark side of The Moon ทีชอบมากอีก Album หนึ่ง คือ Atom Heart Mother

ประโยคที่คุ้นเคยกันดีในเพลงนี้คงเป็น  We don't need no education, We dont need no thought control, Teachers leave them kids alone

ใน Part 1 เราจะเห็นได้ชัดถึง การกำหนดชี้ให้เด็ก ทำ คิด ในสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้ว เด็กไม่มีอิสระที่จะคิด ที่จะทำ  ครู/อาจารย์ ได้ปิดกัน ความคิดให้กับเด็กๆ

พ่อแม่ ไม่ได้สอนอะไรแก่ลูกๆ ไม่ได้ทิ้งอะไรเอาไว้ นอกเหนือจากความทรงจำเท่านั้น

Pink Floyd: The Wall

Another Brick in the Wall Part 1

Daddy's flown across the ocean
Leaving just a memory
Snapshot in the family album
Daddy what else did you leave for me?
Daddy, what'd'ja leave behind for me?!?
All in all it was just a brick in the wall.
All in all it was all just bricks in the wall.

"You! Yes, you! Stand still laddy!"     

The Happiest Days of our Lives

When we grew up and went to school
There were certain teachers who would
Hurt the children in any way they could

"OOF!" [someone being hit]

By pouring their derision
Upon anything we did
And exposing every weakness
However carefully hidden by the kids
But in the town, it was well known
When they got home at night, their fat and
Psychopathic wives would thrash them
Within inches of their lives.
     

Another Brick in the Wall Part 2

We don't need no education
We dont need no thought control
No dark sarcasm in the classroom
Teachers leave them kids alone
Hey! Teachers! Leave them kids alone!
All in all it's just another brick in the wall.
All in all you're just another brick in the wall.

We don't need no education
We dont need no thought control
No dark sarcasm in the classroom
Teachers leave them kids alone
Hey! Teachers! Leave them kids alone!
All in all it's just another brick in the wall.
All in all you're just another brick in the wall.

"Wrong, Do it again!"
"If you don't eat yer meat, you can't have any pudding. How can you
have any pudding if you don't eat yer meat?"
"You! Yes, you behind the bikesheds, stand still laddy!"

 

เรื่องทั่วไป
คำสำคัญ (keywords): the last lecture  เฉาก๊วย  ข้าวยำ  the wall
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 18 ตุลาคม 2551 04:16 แก้ไข: 24 ตุลาคม 2551 13:02 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

๒๒๒๔๒๐๑๐๒๕๕๑

 

(^__^)

๒๓๑๑๒๐๑๐๒๕๕๑

8-)

"การสร้างแรงบันดาลใจ  การเห็นคุณค่าของชีวิต" 
เนื้อหาที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ เกินคุ้มกับราคา 175 บาท  (หนังสือดีที่ควรมีไว้บนหิ้ง)

ชีวิตก็เหมือนการเล่นไพ่
เมื่อเราจับไพ่ขึ้นมา แล้วเอามันตืนกลับลงไปในกองไม่ได้  เราทำได้เพียง คิด คิด คิดว่าเราจะเล่นมันยังไง
ให้ชนะเท่านั้นเอง 

กำแพงที่มีอยู่มีเหตุผลที่มีอยู่ เพื่อให้พิสูจน์ว่าความอยากได้มีมากแค่ไหน
อืมม์ ......ในชีวิตพวกเราใครที่เดินไปจะไม่เจอกำแพงกันบ้าง ในระหว่างทางเราเจอคนดีๆที่คอยช่วยให้เราข้ามกำแพง แต่ที่สำคัญตัวเราเองต้องออกแรงปีนข้ามไปด้วย แรนดี้แนะนำไว้สี่ข้อที่จะทำให้คนอื่นช่วยเหลือเรา

    • Tell the truth
    • Be earnest
    • Apologize when you screw up
    • Focus on others, not yourself

เมื่อเราทำอะไรพลาดและไม่มีใครเตือนเราเลย นั่นแปลว่าเขาหมดหวังในตัวเราแล้ว
ฉันใดก็ฉันนั้น  ตราบใดที่ยังมีคนคอยจำจี้จำไชคุณอยู่ คอยเฝ้าถามคุยอยู่ แปลว่า เขายังห่วงใยในตัวคุณ


ผม เข้าใจเอาว่า "มรดก" ในที่นี้คือ "เราได้ทิ้งอะไรเอาไว้เบื้องหลัง"
Randy พูดไว้ในรายการ Oprah Show ว่า การบรรยายครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อคน 400 คน แต่ที่บรรยายทั้งหมด
เพื่อคนเพียง 3 คน 3 คนเท่านั้น แล้วก็ขึ้นภาพ  แรนดี้กับเด็กชายอีก 3 คน นั้นคือ ลูกๆ ของเขานั้นเอง
(มาถึงตรงนี้น้ำตาซึมเลย)

Positive Thinking อย่างแท้จริง
แรนดี้เป็นคนมองโลกในแง่ดีจริงๆ มีกำลังใจสูงที่ต่อสู้กับกำแพงต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อรู้ตัวว่าชีวิตอาจจะหมดไป
ในไม่กี่เดือนข้างหน้า และรู้เรื่องนี้ก่อนหน้าการเลคเชอร์นี้เพียงเดือนเดียว สำหรับคนที่สามารถรับกับข่าวนั้น
และในหนึ่งเดือนออกมาพูดในที่สาธารณะแบบนี้ เก่งจริงๆ

 

สำหรับคำถามว่า  คุณจะทำอะไรถ้าหาก เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่โลกใบนี้จะถึงการดับสูญ
เลือกที่โยนความทุกข์ทั้งหมดทิ้งไป และจะสนุกกับชีวิตในวันนี้ พรุ่งนี้ และทุกๆ วันที่ยังเหลืออยู่ให้มากที่สุด 


มัน'หลาเอง :)

ปล. หนังสือเล่มนี้ คาดว่าพี่เน็กคงอ่านจบเล่มแล้ว

อึมม

น้อง มัน'หลา

การเปรียบเทียบชีวิตกับไพ่ ที่คิด คิด คิด ว่าจะเล่นอย่างไรให้ชนะ ก็อาจจะดูแปลกๆ นิดหนึ่ง ในชีวิต ชนะไม่ใช่จุดหมายเสมอไป

หากหมายถึงความเพียร หรือการใช้ปัญญา ในการแก้ไขปัญหา เผชิญปัญหา ย่อมเป็นการเปรียบเทียบที่มีเหตุมีผล หรือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่อาจแก้ไขได้แล้วหากแต่เราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหาก

กำแพงหลายกำแพงที่เกิดขึ้นจากตัวของเราเอง หาใช่กำแพงที่เกิดขึ้นจากผู้อื่นไม่ การทลายกำแพงที่เกิดจากผู้อื่น ๔ ข้อที่แรนดีกล่าวมา เป็นส่วนสำคัญในการทลายกำแพงที่เกิดจากผู้อื่น

  • ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย คนพูดตาย คนไม่พูดรอด เราส่วนใหญ่ไม่ยอมรับความจริง
  • ซื่อสัตย์ เริ่มต้นจากตนเอง เริ่มที่ใจ ซื่อสัตย์ต่อคุณธรรม จริยธรรม มโนธรรมสำนึกของตนเอง โดยมีตรรกว่า เมื่อซื่อสัตย์ต่อตนเองแล้ว การซื่อสัตย์ต่อคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
  • การขอโทษ แรนดี้ ได้กล่าวไว้ในบทหนึ่งว่า "การขอโทษที่ไม่จริงใจ แย่กว่า การที่ไม่ขอโทษอีก"
  • การกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจ ที่เหลือก็อยู่ที่ คนที่เรากล่าวขอโทษด้วย จะตอบสนองอย่างไร บางทีอาจจะเป็น Forgiven Not Forgottenให้อภัย แต่ไม่ลืมก็เป็นไปได้ แต่ทุกอย่างก็เกี่ยโยงกับข้อ ๑ และ ๒
  • ตัวตนเป็นกำแพงใหญ่ สูง หนา ยิ่งกว่ากำแพงอื่นใด เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็จะยึดถือว่า "ไม่มีใครรักเราเท่าตัวเอง"
  • ความรัก ไม่ใช่การนิ่งเฉย หรือปล่อยให้เป็นเพียงแค่ ลมที่พัดผ่านไป เพียงอย่างเดียว
  • ไม่ว่าจะเพื่อใครก็ตาม แต่สิ่งสุดท้ายแล้ว ก่อนที่เราจะจากลาไป เราได้ทิ้งอะไรเอาไว้เบื้องหลัง
  • การใช้ชีวิตอยู่อย่าง "ไม่ประมาท" ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เราทำใจให้ยอมรับความจริงนั้นอย่างไร เป็นเรื่องที่ยาก การก้าวข้ามซึ่งการยึดถือ เป็นสิ่งที่ทำยาก แต่ทำได้ "สวนสนุกเปิดถึงสองทุ่ม" ยังมีเวลาไปสวนสนุกอีก
  • อีกทั้งย่อมเกี่ยวเนื่องกับ "เราได้ทิ้งอะไรไว้เบื้องหลัง" และหมุนวนไปยัง ๑ ๒ ๓ ๔ ข้อที่ แรนดี้ กล่าวไว้อีกครั้ง
  • ความทุกข์ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงชั่วโมงสุดท้ายของชีวิต หรือชั่วโมงสุดท้ายของโลก แต่เราโยนทิ้งได้ทุกวัน เราจะทำหรือไม่เท่านั้น ทุกๆ วัน เราสนุกกับชีวิตได้เสทอ เพราะ "ไม่ประมาท" นั่นเอง
  • บางทีนาทีสุดท้าย เราอาจจะลองลิ้มรสของความทุกข์ดูบ้างก็เป็นได้

อึมมม

เราเอง

ความคาดหวังย่อม มีสมหวัง ผิดหวัง ที่แน่ๆ บทที่ยกมานั้น บางบทยังอ่านไม่จบเลย 

 

การคาดหวังในชีวิตไว้ ต้องตั้งความผิดหวังไว้ด้วย จะได้ไม่เจ็บตัว และใจมากนัก... ๒๗๑๐๒๒๑๒๒๕๕๑

ต้องรีบไปอ่าน The last Lecture เสียแล้ว

ได้มาเมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อวานก็พกไปที่ตรังด้วย

แต่มัวไปอ่าน "From Messenger to Manager" เสียก่อนเลยไม่หยิบมาพลิกดู

อ่านจบแล้วค่อยมาคุยใหม่อีกรอบละกัน

Ico48
muffin [IP: 131.174.244.5]
23 ตุลาคม 2551 18:58
#37230
มีภาคภาษาอังกฤษในมือค่ะ The Last Lecture แต่... ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ เหอๆๆๆ ;-)

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.233.111.242
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ