นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 9951
ความเห็น: 0

อ่านแล้วคิดตาม… โฆษณาชวนเชื่อ… อยากมีรายได้เดือนละแสนมั้ย?

คิดตาม แก่น ปัญหา การทำงาน

บทความนี้ผมได้คัดลอกมาจาก คุณ minimalist (ณรงค์)  www.narisa.com มาอีกคราวหนึ่ง ซึ่งผมได้อ่านและเคยโพสไว้นานเมื่อสองปีที่แล้ว พอตนเองกลับมาอ่านอีกครั้ง ต้องพูดกับตัวเอง "อ่อ...จริงๆ ด้วย" ผลสรุปของบทความนี้ แม้เป้าหมายเพื่อที่จะได้มาซึ่งจำนวนเงินเดือนอันมากมาย แต่ผลอุบายของวิธีการทำงาน การฝึกตนของเฟรมเวิร์กดังกล่าวนั้น มีค่ามากมายกว่าค่าของเงินนัก

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเตือนสติแก่คนทำงาน และโดยเฉพาะนักศึกษาเหล่าบัณฑิตที่จบใหม่ทั้งหลาย แม้ว่าบทความนี้ไม่ได้มุ่งในแง่ของคุณธรรมและจริยธรรมอันใด แต่คงจะตอบโจทย์ปัญหาในชีวิตของใครหลายๆ คนได้ครับ

 ปล.บทความนี้จะเกี่ยวโยงกับคนสายคอมพิวเตอร์ แต่คิดว่าแกนของเนื้อหาและการนำไปปฏิบัติตามจริงๆ สามารถนำไปใช้ได้ทุกสายอาชีพครับ


มี request มาอยากให้เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับความคิดที่เคยเอ่ยถึงในการตอบกระทู้หนึ่งผัดผ่อนมาหลายสัปดาห์ เพราะมีเรื่องนู้นเรื่องนี้แว่บเข้ามาแทรกให้ทำ ให้เขียนก่อนซะเรื่อย

วันนี้จึงได้มานั่งเรียบเรียงความคิด ความทรงจำ แล้วถ่ายทอดออกมาเสียที

 หลายปีก่อนผมมักได้รับเชิญให้บรรยายให้นักศึกษาที่ใกล้จะจบจากหลายสถาบันอยู่บ่อย ๆ ครั้งแรก ๆ ก็มักพูดเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ การออกแบบซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีจาวา พักหลัง ๆ ไม่รู้มีอะไรเข้ามาสิง ทำให้ความคิด ทัศนคติ และวิสัยทัศน์เปลี่ยนไปเยอะ
ครั้งหลัง ๆ จึงมักพูดเกี่ยวกับแนวทางในการเอาชีวิตรอด และใช้ชีวิตก่อนจะจบและหลังจบการศึกษา

ผมมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ มาพูดเชิงเปรียบเทียบ โดยกล่าวถึง ‘รายได้’ ในแง่สัญลักษณ์ คนรุ่นใหม่สมัยนี้ไม่มีอะไรในหัวมากไปกว่าเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ความก้าวหน้าในชีวิต ความมั่นคงจำแลงที่อยากมี อยากมีรายได้กองพะเนิน มีของเล่นเทคโนโลยีติดตัว มีแต่ความฝันในลักษณะลอกเลียนกันมา ซึ่งไม่ใช่ฝันที่ตัวเอง ‘ฝัน’ ขึ้นเอง ต้องการจบการศึกษาเพื่อผลลัพธ์แค่กระดาษหนึ่งใบ เพื่อต่อยอดเป็นกระดาษสีเทา ม่วง แดง อีกหลายใบ

และมักยกประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความใฝ่รู้มาพูดเชิงเปรียบเทียบเช่นกัน โดยกล่าวถึง ‘ความรู้’ ในแง่สัญลักษณ์ คนไทยได้ชื่อว่าไม่รักการอ่าน ยิ่งเด็กรุ่นใหม่นี่ยิ่งหนัก การถูกปลูกฝังมาแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าว่าการศึกษาคือประตูสู่ความสำเร็จ แต่รุ่นปู่ย่ามักมองว่าความสำเร็จอยู่ในรูปแบบของอำนาจและวัตถุ คนรุ่นใหม่ในยุค ‘โลกียเซชั่น’ นี้จึงพร่ำเรียนหนังสือ
เสมือนแสวงหาความหลุดพ้น… พ้นจากความลำบากและความไม่รู้จักตัวตน ไปความสำเร็จในชีวิต ไปสู่ความก้าวหน้า ไปสู่ความทัดเที่ยมหรือยืนให้สูงกว่าคนอื่น ทั้งที่บั้นปลายก็ต้องนอนอยู่ในระนาบเดียวกัน
หรือกลายเป็นเถ้าธุลีเช่นกัน


ผู้บรรยาย: “พวกคุณเมื่อจบการศึกษาแล้วอยากมีเงินเดือนคนละเท่าไหร่?”
                         ยิงคำถามพร้อมรอยยิ้ม

ผู้ฟัง: “…..”
                        นั่งยิ้มนั่งหัวเราะกัน

ผู้บรรยาย: “ถ้าทั่ว ๆ ไปก็สตาร์ทกันที่ประมาณหมื่นห้าแล้วนะครับเดี๋ยวนี้ บางที่หมื่นแปด บางที่สองหมื่นแล้ว… “
                        เกริ่นสักหน่อย

ผู้บรรยาย: “ทำงานไปสักปีสองปีก็คงได้ขึ้นประมาณสักห้าพัน”
เริ่มยั่ว

ผู้บรรยาย: “ใครอยากทำงานไปสักสองสามปีแล้วเงินเดือนเพิ่มขึ้นสักสองสามเท่าบ้าง”
                           ยั่วเข้าไปอีก

ผู้งฟังคนหนึ่ง: “ไหนพี่ว่าไม่อยากให้ความสำคัญกับเรื่องเงินไง”
                       น้องคนหนึ่งถามแย้ง เพราะก่อนหน้าผมพูดไว้ว่าเรียนจบอย่าไปเน้นแต่เรื่องเงินหรือเรื่องรายได้นัก ผมหัวเราะเป็นการตอบกลับไปแล้วถามต่อ

ผู้บรรยาย: “สมมติว่าคุณสตาร์ทที่เงินเดือนสักหมื่นห้า คิดว่าเป็นไปได้มั้ยครับที่จะได้รายได้เป็นสักแสนนึงภายในไม่กี่ปี”
                    ยั่วเข้าไปอีกนิด พร้อมรอยยิ้มทีเล่นทีจริง ผู้ฟังนั่งยิ้ม นั่งหัวเราะ ชักเริ่มสนุกด้วย หรืออาจคิดว่าไอ้นี่บ๊องหรือเปล่า

ผู้บรรยาย: “ผมจะเล่าให้ฟัง….”


แทนที่จะมามัววิ่งเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ เพื่อ ‘อัพ’ เงินเดือนตัวเอง เพราะการทำงานอยู่ที่เดิมไปเรื่อย ๆได้เงินเดือนขึ้นน้อยและช้า ปีหนึ่งได้ขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์เชียว เด็กรุ่นใหม่หลายคนทำงานสักปีแล้วก็ย้าย
พอเข้าที่ใหม่แทนที่จะได้เพิ่มสักสองสามพัน แต่อาจได้เพิ่มห้าพันก็ได้ ทำไปสักสองสามปีแล้วย้ายงานอีก  อาจได้เพิ่มทีหมื่นถึงหมื่นห้าก็ได้ แต่….

ลองดูเฟรมเวิร์กนี้นะครับ….

ผมเน้นการทำงานด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยเฉพาะเทคโนโลยี Java นะครับเหมาะสำหรับผู้ที่จบการศึกษามาสัก 2-3 ปีแล้ว หรือผู้ที่ใกล้จบที่ต้องการเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ

เฟรมเวิร์กนี้ว่าด้วยการขวนขวายสะสมทักษะความรู้ ใส่ตัวให้มาก ๆ แล้วแปลงให้เป็นทุน

ความรู้ที่จะกล่าวถึง เน้นความรู้ที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยรวม หรือในทางกลับกัน คือความรู้ที่สามารถหางานได้ง่าย

เฟรมเวิร์กนี้ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 2-3 ปี

ทักษะความรู้ที่สำคัญคือ

1. ด้าน Software Engineering Process ประกอบด้วย
- พื้นฐานด้าน Project Management
- พื้นฐานด้าน Requirements Management
- พื้นฐานด้าน Software Quality and Testing
- พื้นฐานด้าน Software Configuration and Change Management
- พื้นฐานด้าน CMM, CMMI, Rational Unified Process (RUP), Agile, Extreme Programming

2. ด้านการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์
- พื้นฐานด้าน Object-Orientation
- พื้นฐานด้าน ภาษาโปรแกรม เช่น พื้นฐาน Java หรือ .NET
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Software Development Process
- พื้นฐานด้าน Object-Oriented Analysis and Design with UML
- พื้นฐานด้าน การใช้ UML
- พื้นฐานด้าน Web and HTTP
- พื้นฐานด้าน Web Application Development
- พื้นฐานด้าน Design Patterns
- พื้นฐานด้าน Architectural Patterns
- พื้นฐานด้าน Database Design
- พื้นฐานด้าน Object-to-Relational Mapping
- พื้นฐานด้าน Software Architecture
- พื้นฐานด้าน OpenSource
- พื้นฐานด้าน Security
- พื้นฐานด้าน Architecture Framework เช่น JavaEE, .NET, SAP
- พื้นฐานด้าน Web Services, Service-Oriented Architecture

3. ด้าน Non-Technical
- มารยาท เช่น ความเกรงใจ ความอ่อนน้อม การให้เกียรติ การเคารพในสิทธิผู้อื่น การรับประทางอาหาร ความกตัญญู เป็นต้น
- บุคลิกภาพ เช่น ความมั่นใจ การวางตัว การแต่งกาย
- การพรีเซ้นต์
- การสื่อสาร โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ใช่ถ่อไปต่างประเทศไกล ๆ เพื่ออยากได้แค่ภาษาอังกฤษแต่กลับมาแล้วทักษะภาษาไทยเละเทะ
- การเขียน คิดอะไรก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นเข้าใจได้
- เงิน ๆ ทอง ๆ เช่น พื้นฐานบัญชี การเงิน ธุรกิต การตลาด การเขียนแผนธุรกิจเบื้องต้น
- การเป็นที่ปรึกษา ลองหาหนังสือเกี่ยวกับการเป็นที่ปรึกษามาอ่านมีทั้งไทยทั้งเทศขายหลายเล่ม

ทักษะความรู้เหล่านี้ต้องสะสมให้ได้ภายใน 2-3 ปี และไม่ใช่แค่รู้อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจ และที่สำคัญคือ ‘ทำเป็น’ ด้วยดังนั้นช่วงระยะเวลา 2-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่โหดร้าย ที่ต้องฝึกฝนวิทยายุทธมากมาย ต้องได้ทั้งทฤษฏีและปฏิบัติ

แนวทาง:
- การศึกษาอะไรต้องศึกษาให้ถึงแก่น

- หนังสือเล่มหนาไม่จำเป็นต้องอ่านมันทุกหน้า

- ศึกษาแล้วต้องหัดทำตาม แต่อย่าคิดงานใหญ่ ๆ เว่อร์ ๆ มาเป็นหนูทดลองความรู้ แต่ให้นำงานง่าย ๆ เล็ก ๆ สั้น ๆ มาดัดแปลงไปมาเพื่อทดสอบความรู้และฝึกมือ ทำให้มันยากขึ้นบ้ง ทำให้มันง่ายขึ้นบ้าง หรืออย่าเอางานจริง ๆ ที่ต้องทำให้ เจ้านายหรือลูกค้ามาเป็นหนูทดลอง มันจะกดดัน และอาจทำให้งานเสียได้

- เรื่อง Non-Technical ต้องมองหาจุดอ่อนในตัวเองให้พบก่อนแล้วปรับปรุง หากยังมองไม่เห็นตัวเองเลย คือ… จบ ประเด็นนี้สำคัญที่สุด หากตัวเองยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้ความฝันของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรแท้จริง เกลียดอะไรแท้จริง อยากทำอะไรแท้จริง คือ… จบ ลองไปเข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิ นั่งวิปัฏสนาฯ หาตัวตนให้เจอก่อน เพราะแม้จะทำได้สำเร็จหางานหารายได้สูง ๆ ได้จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริงในชีวิตจริงที่คุณอยากได้ เป็นแค่เป้าหมายปลอม ๆ ที่คุณจำลองขึ้นมา แล้วดันทะลึ่งทำให้มันเป็นจริงได้ แล้วก็หลงอยู่ในโลกสมมตินั้น

พอถึงเวลาใกล้จะสิ้นลมลาโลก คงงง ๆ ในใจว่า… เกิดมาชาตินี้ได้ทำอะไรอย่างที่อยากทำแล้วหรือยัง? แล้วแท้จริง ฉันอยากทำอะไรกันนะ? … คิดไปงงไป ตายดีกว่า อาจสบายกว่า

- ต้องศึกษาและฝึกฝนเป็นแบบบูรณาการ เช่น นำระบบลงทะเบียนเรียนนักศึกษามาเป็นหนูทดลอง ก็ประยุกต์ความรู้หลาย ๆ อย่าง
เข้าไป เช่น คำนึงถึงและประยุกต์ Software Architecture, Design Patterns, UML, Security, Web Services เข้าไปดูแต่ค่อย ๆ ใส่เข้าไป อย่าคิดหลายอย่างทีเดียวพร้อมกัน ตอนนี้กำลังศึกษา Design Patterns อยู่ก็ลองประยุกต์ Design Patterns ดู เป็นต้น จากนั้นลองดูว่าจะทำ Configuration Management อย่างไร จะทำ Requirements Management อย่างไร เป็นต้น

- ให้นึกไว้เสมอว่าฝึกเพื่อเป็น Specialist และ Professional ไม่ใช่เพื่อเป็นอัจฉริยะที่นั่งทำงานในมุมมืด คุยกับใครไม่รู้เรื่อง

- สอบ IT Certification ให้ได้เยอะ ๆ โดยเลือกตัวที่อุตสาหกรรมมีความต้องการมาก เช่น Java Programmer และเลือกตัวที่สอบได้แล้วอยู่ไปนาน ไม่ต้องคอยสอบ Up Grade บ่อย ๆ เช่น Software Quality Specialist สอบไว้เยอะ ๆ ก่อน ประสบการณ์ไม่มากไม่เป็นไร อย่าดูถูกตัวเอง ประสบการณ์ต้องใช้เวลามากในการสะสม แต่ความรู้ใช้เวลาน้อยกว่า แต่อย่าสอบเยอะเกินไป กลายเป็นพวกบ้าสะสมใบ ‘Cert มุมนึงมันดูน่าเกลียดมากกว่าน่าชื่นชม เพราะพวกนักสะสมใบ ‘Cert หลายรายเป็นพวกทำงานไม่เป็น มีแต่ความรู้ มีแต่ใบ


เอ้า…. แล้วรายได้มาก ๆ จะหายังไง

- เป็น Instructor รับสอนหนังสือ การสอนหนังสือเป็นการใช้ทักษะการสอน สอนยิ่งบ่อยยิ่งเก่งเร็วเพราะคุณต้องเตรียมตัว เตรียมพร้อม และต้องทำเป็น ช่วงแรก ๆ อาจเขิน ๆ หน่อย เพราะประสบการณ์อาจไม่มากใครด่าใครว่า คิดในใจว่า – ช่างแม่ (ง) – การสอนหนังสือในเมืองไทยดีอย่างหนึ่งเพราะคนไทยก็พวกที่ไม่ค่อยชอบโต้ตอบกับครู เหมือนเป็นการสื่อสารแบบ One-Way Communication แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมเพราะบางทีอาจเจอนักเรียนหัวหมอ

ค่าจ้างสอนหนังสือ อืม…. ช่วงมันกว้างบอกยาก แต่ให้คิดเทียบกับค่าจ้างที่ปรึกษาระดับทั่วไปละกันคือวันละประมาณ 8,000 ถึง 20,000 บาท อาจน้อยหรือมากกว่าขึ้นกับความเชี่ยวกราก

การสอนหนังสือ ต้องจำไว้ว่า โลกนี้มนุษย์ทุกคนมีความเก่งและไม่เก่งในคน ๆ เดียวกัน ดังนั้นต้องหาให้เจอว่าถนัดด้านไหน เช่น คุณอาจคิดว่าคุณไม่เก่ง JavaEE แต่คุณมีพื้นฐาน Java บ้าง คุณก็สามารถสอน Java ให้กับผู้เริ่มต้นก็ได้

หลักการสอนคือการสอนให้ผู้เรียนเข้าใจ คนเก่งอาจสอนคนไม่เก่งก็ได้ เป็นคนที่เก่งพอดี ๆ แต่สอนคนเก่งดีกว่า

จะรับสอนเอง หรือสอนให้กับ Training Center ไหนก้ได้

- เป็นที่ปรึกษา เหตุผลเดียวกับ Instructor คุณอาจมีเรื่องที่ถนัดและเก่ง ดังนั้นต้องหาความชำนาญความชอบในตัวให้เจอดึงความเป็นสุดยอดหรือสิ่งที่สามารถทำแล้วได้ดีออกมาให้ได้ เริ่มต้นจากง่าย ๆ ไปก่อนก็ได้ เช่น เป็นที่ปรึกษาในการ นำแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาด้วย Java มาใช้ในองค์กร

ค่าจ้างที่ปรึกษา ต่ำ ๆ ก็วันละ 8,000 บาท ถ้าลูกค้าเป็นคนไทยไม่ใช่องค์กรใหญ่ ก็ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท เก็บชั่วโมงบินไปเรื่อย ๆ หรือถ้าคิดว่าตัวเองเก่งหรือถนัดในเรื่องที่มัน Niche มาก ๆ เช่น ถนัดเรื่อง PKI (Public Key Infrastructure) ก็อัพเป็นสัก 20,000 บาทขึ้นก็ได้ หรือ จะไปสมัครเป็นที่ปรึกษาในบริษัท Consulting ใหญ่ ๆ ก็ได้ พรีเซ้นต์ดี ๆ ประสบการณ์น้อยอาจได้ตังค์ไม่มาก แต่ขึ้นชื่อว่าConsultant ยังไงก็มากอยู่ดี เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อย ๆไม่กี่ปีก็ได้เฉียดแสนต่อเดือนสบาย ๆ

สำหรับค่าสอนและค่าที่ปรึกษาต้องตั้งให้สูงไว้ก่อน ถ้าลูกค้าต่อรองค่อยลด แต่อย่าตั้งไว้ต่ำ เกิดอนาคตอยากได้มาก จะมาเพิ่มราคามันจะดูไม่ดี

- รับงานบ้างไม่ใช่สอนหรือให้คำปรึกษาอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานเลยเดี๋ยวปืนจะสนิมขึ้นแต่อย่ารับงานยาว ๆ ผูกมัดตัวเองจนไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นนัก เช่น รับออกแบบ รับเขียนโปรแกรมเฉพาะบางส่วน
รับเก็บ requirements รับบริหารโครงการ เป็นต้น

- ทำอาชีพอิสระ ไม่ต้องเป็นพนักงานประจำ มีความรู้มาก ๆ ทำงานเป็น ไม่ใช่แค่รู้ คนไทยมักให้เกียรติและเคารพ ผู้ใหญ่และผู้ที่เป็นอาจารย์หรือผู้ที่น่าเชื่อถือ ดังนั้นต้องรู้จักวางตัวให้น่าเชื่อถือ แต่อย่าทำตัวเป็นพวกขี้โม้โอ้อวด ทำไปสักพัก แล้วจะมีแต่งานวิ่งมาหา

- รู้จักเลือกงาน ทำงานที่สร้างเสริมความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ได้รู้จักคน สร้าง connection เป็นต้น ไม่ใช่เลือกงานเพราะเงินอย่างเดียว และต้องรู้จักทำงานฟรีบ้าง เช่น ตอบกระทู้ตามเว็บบอร์ด สอนหนังสือเด็กในโรงเรียน เป็นต้น คือเพื่อเป็นการรู้จักเบรกตัวเองบ้าง ไม่ใช่หลงบ้าทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะบางครั้งการทำงานฟรี หรือได้รายได้น้อย ๆ อาจให้ความชุ่มชื่นใจ สบายใจได้มาก

ในงาน Outsource เดี๋ยวนี้ (คร่าว ๆ นะครับ อาจมากหรือน้อยกว่านี้บ้าง):


ค่าตัว Programmer ประมาณ 40,000 – 80,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว System Analyst ประมาณ 50,000 – 120,000 บาท ต่อเดือน
ค่าตัว Software Architect ใกล้เคียง System Anslyst เพราะบ้านเรายังไม่ค่อยรู้จักงานลักษณะนี้มาก
ค่าตัว Project Manager ประมาณ 60,000 – แสนกว่าบาท  ฯลฯ

หลายงานส่วนมากนอกจากความรู้และประสบการณ์แล้ว ผู้จ้างมักดูอายุด้วย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะดูสำคัญก็ได้ดูปัญญาอ่อนก็ได้ ผมไม่เคยเชื่อถือเลยว่าคนที่มีอายุมากจะต้องทำงานได้ดีกว่าคนอายุน้อยเสมอไปมันเป็นการมองภาพรวมเท่านั้น ดังนั้นถ้าคิดว่าตัวเองอายุน้อย อาวุธที่สำคัญที่สุดคือการพรีเซ้นต์ตัวเองการสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนอื่นเชื่อมั่นและเชื่อถือในตัวเราสำคัญยิ่ง แสดงให้เขาเห็นว่าคุณรู้และทำได้จริงอายุคุณน้อย ประสบการณ์คุณน้อย แต่ใช่ว่าจะไม่ได้งาน รายได้อาจไม่สูงติดเพดานมากนัก แต่แทนที่จะหันหลังกลับจริงมั้ย


บางคนอาจไม่ชอบงานสอน งานที่ปรึกษา ก็ไม่ต้องทำก็ได้ ทำงานโปรเจ็คต์ก็ได้

หลักสำคัญของเฟรมเวิร์กนี้คือ เพื่อเป็น Specialist และเป็น ‘มืออาชีพ’ ด้วย ต้องรู้และทำเป็น เป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่ใช่ทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญเป็นมืออาชีพเรียกค่าตัวสูง ๆ เพื่อหารายได้มาก ๆ หลอกผู้จ้างไปเรื่อย
เพราะเดี๋ยวนี้คนอายุสัก 25-26 มีรายได้เดือนละ 5-6 หมื่นกันเยอะแยะ โดยทำงานเป็น Programmer บ้าง เป็น SA บ้าง และมักทำงานเป็น Contract (ชั่วคราว)


เคยมีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทซอฟต์แวร์ใหญ่ของคนไทยโทรศัพท์มาหาผม ถามว่าคุณขายคนละเท่าไหร่ ผู้พูดหมายถึงทีมโปรแกรมเมอร์ที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น ผมบอกไปว่าค่า Outsource ต่อคนตกเดือนละ…. บาท ผู้พูดบอกว่าแพงจัง ที่อื่นขายกันคนนึงน้อยกว่านี้อีก…. ผมก็เฉย ๆ เพราะใจไม่ค่อยชอบงาน Outsource เท่าไหร่และในใจก็คิดว่า… – คนนะเว้ย ไม่ใช่โสเภณี! – งานนั้นผมเลยไม่รับ
จากเฟรมเวิร์กนี้เป็นกรอบที่ดูระห่ำพอสมควร เพราะมีเวลาเป็นตัวบีบ เพราะผมประชดด้วย ‘เวลา’ อยากได้ ‘เงิน’ มาก ๆ เร็ว ๆ ใช่ไหม ก็ต้องรู้จักสะสม ‘ความรู้’ และความสามารถให้มาก ๆ ก็แค่นั้น… เป็นสูตรง่าย ๆ
    ดัชนีชี้วัดความสำเร็จหรือ KPI ก็คือ
1. การรู้จักตัวตนของตนเอง
2. การมองเห็นจุดอ่อนและยอมรับในจุดอ่อนของตัวเอง
3. การมองเห็นถึงแก่นและเข้าถึงแก่นของสิ่งที่ศึกษา
4. ความอดทน พยายาม ใฝ่รู้ ฝึกฝน ยอมรับข้อผิดพลาด รู้จักแก้ไขปรับปรุง มุ่งมั่น จิกไม่ปล่อย
5. ความพอเพียง… พอดีและพอใจ

สมัยก่อนตอนที่ผมลองลงมือปฏิบัติ…..
ผมต้องสอบ ‘Cert ให้ได้ปีละหนึ่งใบ (ทำอยู่สี่ปีติดกัน ตอนนี้เลิกทำแล้ว ไม่รู้จะทำไปทำไม!) ทำงานประจำกินเงินเดือน ทุกวันอังคารและพฤหัสบดีตอนเย็นต้องไปสอนหนังสือแถวสุขุมวิทตอนหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม ทุกวันกลับถึงบ้านมีโปรเจ็คต์ทำอย่างน้อยวันละสองงานก่อนนอน นั่งทำงานไปก็จิบไฮเนเก้นขวดเล็กสองขวดต่อวันกำลังดี นอนอย่างเร็วคือตีสอง อย่างช้าคือตีสี่ ตื่นเจ็ดโมงครึ่งไปทำงานประจำ ช่วงว่าง ๆ มักแอบเข้าไปนั่งอ่านหนังสือฝึกวิทยายุทธในห้องสมุดของที่ทำงานประจำ ทุกวันเสาร์แรกและเสาร์ที่สามของเดือนต้องไปช่วยเจ้านายเก่าแก้และเขียนโปรแกรมของเจ้านายเก่าที่พัทยาบางช่วงต้องบินไปภูเก็ตเดือนละครั้ง ไปสอนหนังสือและเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่ ทุกเดือนมีงานสอนหนังสือและงานบรรยายอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
บางช่วงมีงานออกแบบกราฟฟิกและออกแบบเว็บมาให้ทำ ในสองปีเรียนหนังสือพวก Training Course ด้านต่าง ๆ หมดไปเป็นแสนบาท โดยไม่ได้ปริญญา ซื้อหนังสือมากมายหมดไปเป็นหมื่นบาท
ผมอ่านทั้งเรื่องไอที เรื่องสั้น นิยาย ปรัชญา ท่องเที่ยว ดำน้ำ กล้อง กีฬา ดนตรี ธุรกิจ อ่านมันหมด

เป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความรู้ ใบ ‘Certประสบการณ์ รายได้ connection หลังจาก 2-3 ปีนั้น ผมก็เลิกใช้ชีวิตการทำงานโลดโผนแบบนั้น เพราะร่างกายไปไม่ไหว ได้นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง ทำงานสัปดาห์ละหกวัน และกลับมาเริ่มต้นทำงานแบบสบาย ๆ แต่ยังคงบ้าอ่านหนังสือ หัดทำโน่นนี่เรื่อย รับงานมาทำลับมือไปเรื่อย ๆ เรื่องรายได้หลังพ้นช่วง 2-3 ปีนั้นน่ะหรือ? ขึ้นกับว่าโลภมากหรือโลภน้อยแต่ผมเลือกใช้ชีวิตสบาย ๆ มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง ได้ไปอะไรอย่างอื่นที่อยากทำบ้าง

คนเราล้วนมีความฝันมากมาย อย่าปล่อยให้มันเป็นแค่ความฝันอยู่อย่างนั้น ถึงเวลาจะตายแล้วพบว่ายังไม่ได้ทำฝันไหนให้เป็นจริงเลย เหมือนเสียชาติเกิด


นักศึกษานั่งฟังทำหน้างง ๆ อาจารย์ที่นั่งอยู่ด้วยก็ทำหน้างง ๆ ทำหน้าไม่เชื่อ ผมเอาไอเดียนี้ไปโพสต์ตอบกระทู้ในเว็บพันธุ์ทิพย์ เมื่อนานมาแล้ว หมั่นไส้เด็กที่ชอบมาจัดอันดับ 10 บริษัทน่าทำ และ 10 บริษัทไม่น่าทำ และการเข้ามาคุยกัน ว่าจะย้ายงานแล้วจะปั่นเงินเดือนยังไงดี… เข้าไปอ่านเจอโดยบังเอิญ เลยโพสต์ไอเดียนี้เข้าไป คนส่วนใหญ่ตอบมาว่าเป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำได้ บ้า! บางคนใส่อารมณ์มาด้วย ไม่เป็นไรเพราะผมก็ใส่อารมณ์เข้าไปเช่นกันแต่เป็นเรื่องราวที่พิสูจน์ได้…. เพราะ 2-3 ปีอันบ้าระห่ำนั้นเหมือนนรกดี ๆ นี่เอง แต่เมื่อผ่านมันมาได้…. มันจึงไม่ใช่เรื่องโกหก

 

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 13 กันยายน 2552 20:26 แก้ไข: 13 กันยายน 2552 20:26 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.231.167.166
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ