นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

อ่าน: 3232
ความเห็น: 7

สายตา ใครคิดว่าไม่สำคัญ

ขอให้บันทึกนี้ เป็นอุทาหรณ์ สำหรับคนทำงานแบบเรา ๆ

                เรื่องนี้ประสบกับตัวเองเลยค่ะ  ด้วยช่วงนี้ใช้สายตาค่อนข้างมาก  เพราะมีงานข้อมูลที่ต้องเร่งทำอยู่ แต่ด้วยความที่เป็นคนฝืนตัวเอง  แว่นมี ก็ไม่ยอมใส่  เพราะช่วงนี้อยู่ระหว่างสั้นก็ไม่ไปสักที  ยาวก็มาเยือนอีก  ถึงขนาดต้องให้หมอตัดแว่นไว้ 2 อัน อันหนึ่งเป็นแว่นสายตาสั้น ซึ่งใช้เวลาอ่านหนังสือ กับทำงานหน้าคอมพิวเตอร์  กับอีก 1 อัน แว่นสายตายาว ไว้สำหรับดูระยะไกล

 

                แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้เกลียดถอดเข้า  ถอดออก  ก็เลยดื้อไม่ใส่มันซะงั้น  ไอ้ครั้นจะดูใกล้ ซึ่งก็ยังมองเห็นอยู่แต่ก็ต้องเพ่งสายตามากกว่าเดิม  ส่วนดูไกลนะเหรอ ก็ตัดบทไปเลยว่า มองไกลไม่เห็นก็ช่างมัน ดังนั้นส่งผลให้เวลาจะทักทายใคร ก็ต้องรอให้เขาเดินเข้ามาใกล้จนถึงระยะตาของเราจะมองเห็น ถึงจะทักทายกันได้  จนทำให้มีหลาย ๆ คน บอกว่าแม่ยามหยิ่ง เวลาเจอหน้ากันถึงไม่ยอมทักทาย  ก็กราบขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยเลยนะคะ สาเหตุก็เนื่องมาจาก ปัญหาการมองระยะไกลนี่เองค่ะ

 

                เกริ่นมาซะเยิ่นเย้อ  จากเหตุผลทั้งหลาย ทั้งมวล ที่สะสมมานาน ส่งผลให้เมื่อบ่ายวันศุกร์ระหว่างนั่ง key รายชื่อผู้เข้าอบรม  ซึ่งต้องเพ่งสายตาแกะลายมือที่แต่ละหน่วยงานส่งมา เมื่อรู้ตัวว่าไม่ไหว ก็เลยส่งมอบต่อให้น้องคม ช่วยพิมพ์ต่อให้  ส่วนตัวเองก็ยังต้องนั่งป้อนข้อมูลแบบสำรวจความสุของค์กรที่ยังค้างอยู่

 

                พอตกบ่ายเท่านั้นแหละค่ะ เกิดอาการมึนหัวมาก ผะอืดผะอม จะอ๊วกเสียให้ได้  ซ้ำยังมีอาการไข้หวัดโหมกระหน่ำเข้ามาอีก  เกิดอาการหนาวสั่นตามมา ใจก็ให้คิดไปว่า นี่ฉันจะเป็นไข้เลือดออกตามมอลลี่ ไปอีกคนหรือเนี่ย

 

                ฝืนตัวเองจนถึง 16.30 น. ก็รีบโทรตามให้คุณสามีมารับกลับบ้านโดยด่วน เพราะรู้สึกไม่ไหวแล้วจริง ๆๆ  แม้กระทั่งรอคุณสามีมารับไม่ไหว ต้องโทรให้น้องที่รู้จักไปส่งที่บ้าน

 

                ถึงบ้าน กินยาแก้ปวดหัวไป 2 เม็ด ก็หลับยาว ตื่นมาอีกทีเกือบ 2 ทุ่ม  นี่เราเป็นอะไรหรือเนี่ย

 

                รุ่งขึ้น จึงพาตัวเองไปหาหมอ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากไป เหตุเพราะ 1  ไม่อยากจะรู้น้ำหนักตัวเอง 2 ไม่อยากวัดความดัน เพราะวัดทีไร ความดันสุ่มเสียงสูงตลอด  รึอาการครั้งนี้ จะเกิดจากความดันร่วมด้วยหรือเปล่า   ซึ่งก็เกือบจะเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ เพราะตอนพยาบาลวัดความดันครั้งแรก ความดันที่วัดได้ คือ 120 - 150 ซึ่งสูงมาก  แต่เราก็ได้คุยกับพยาบาลว่า ความดันของพี่ ปกติ ถ้าวัดในครั้งแรก จะเห็นว่าสูง เพราะพี่เป็นคนตื่นเต้นง่าย ต้องวัดครั้งที่ 2 หรือ 3 ถึงจะเป็นความดันที่ปกติ  พอเราเล่าให้พยาบาลฟัง  เขาก็ชวนเราคุยเรื่องสัพเพเหระ  แล้วก็วัดความดันใหมอีกครั้ง  ก็ได้ค่าที่  70 - 110    ซึ่งถือเป็นค่าความดันที่ปกติ

 

                เมื่อได้คิวเข้าพบหมอ  อายุรกรรม เน้น ทางด้านระบบประสาท  หมอซักอาการเบื้องต้น  แล้วถามถึงวิถีการทำงานปกติของเราในแต่ละวัน  พอเราเล่าอาการให้หมอฟัง  ทีแรก หมอสันนิษฐานว่า น่าจะเกี่ยวเนื่องกับระบบประสาทอย่างอื่นด้วยหรือเปล่า  แต่เมื่อเช็คความรู้สึกของประสาทสัมผัสของเราในเบื้องต้น  ทุกอย่างก็ปกติ  และเมื่อทราบว่า เรานั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ นาน ๆ โดยฝืนตัวเองไม่ใส่แว่น ทั้ง ๆ ที่สายตาตัวเองก็ไม่ค่อยปกติ  หมอก็ฟันธงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า  ไอ้อาการของคุณที่เกิดจากการปวดศรีษะมาก และรู้สึกคลื่นไส้จะอาเจียนนั้น  อาการมันเนื่องมาจาก เราใช้สายตามาก และฝืนใช้มันทั้ง ๆ  ที่สายตาเราเองก็ไม่ค่อยจะปกติ  ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อประสาทตา ทำงานหนัก  และจะส่งผลต่อกล้ามเนื้อสมอง จะทำให้เกิดอาการปวดหัว มึนงง คล้ายจะเป็นลม และมีอาการคลื่นไส้ ตามมา 

 

                คุณหมอก็เลยจ่ายยามาให้ 3 ขนาน  เป็นยาแก้ปวดอย่างรุนแรง 1 ขนาน และยาคลายกล้ามเนื้อ 2 ขนาน  รอดูอาการ 1 สัปดาห์  และไล่ให้ไปตัดแว่นใหม่ซะด้วย

 

                หลังจากกลับจากหาหมอแล้ว ก็มานั่งไล่ดูไอ้อาการที่เราเป็นอยู่เนี่ย มันคืออะไรกันแน่ ก็ไปเจอบทความหนึ่งที่เขาเขียนถึงอาการที่ดิฉันประสบนี้นั้น เป็นอีกโรคหนึ่งที่เมื่อก่อนวงการแพทย์ แม้กระทั่งจักษุแพทย์ ก็ยังมึนงง กับไอ้เจ้าอาการที่ว่านี้

 

        ซึ่งโรคดังกล่าวนี้เกิดจากวิถีชีวิตที่มีการใช้สายตาอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ จนประสาทตาล้า ช็อค ไม่ทำงาน หรือทำงานได้น้อยลง( กลไกคล้ายกับการเกิดโรคเบาหวาน ที่เซลล์ Islets of Langerhans ของตับอ่อน ต้องทำงานหนักในการผลิตอินซูลินให้พอเพียงกับน้ำตาลที่ทานเข้าไปมาก จนเซลล์ล้า ช็อค และหยุดการสร้างอินซูลิน จนน้ำตาลจำนวนมากคั่งค้างในกระแสโลหิต )

ถึงแม้จะพักหรือหยุดการใช้สายตาในระยะเวลาสั้นๆก็ไม่ดีขึ้น (ถ้าเป็นเพียงปัญหาสายตาล้าอาการจะดีขึ้น)  และอาจจะทำให้เกิดอาการดังต่อไปนี้ คือ

  1. ตาพร่า ตามัว ปวดตา ปวดหัวคล้ายไมเกรน เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน
  2. ใช้สายตาได้ไม่นาน จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงาน
  3. ตาสู้แสงไม่ได้
  4. สายตาเปลี่ยนแปลง ขึ้นๆลงๆ ไม่คงที่ เปลี่ยนแว่นก็ไม่ดีขึ้น
  5. ตามืดดับชั่วขณะ

ฯลฯ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะตระเวณไปพบแพทย์ ทั้งจักษุแพทย์และแพทย์สาขาอื่นๆเช่น อายุรแพทย์ระบบสมอง  ซึ่งจะวินิจฉัยไม่ได้ ตรวจไม่พบความผิดปกติ และไม่ทราบจะแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วยอย่างไร จนกระทั่งทำให้ผู้ป่วยบางส่วนจำเป็นต้องออกจากงานหรือต้องเปลี่ยนอาชีพที่ตนถนัดไปอย่างน่าเสียดาย

          อาการดังที่กล่าวข้างต้น ถ้าคิดให้ลึกซึ้งแล้ว เป็นกลไกที่ดี ที่จะปกป้องเซลล์ประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย เพราะอาการดังกล่าว จะบังคับเราให้หยุดการใช้สายตาหรือใช้สายตาได้น้อยลง ทำให้ประสาทตาได้พักและฟื้นตัวได้ แต่ในรายที่ไม่มีกลไกป้องกันตนเองดังกล่าว เซลล์ประสาทตาจะถูกทำลายไปเรื่อยๆ จนเกิดรอยฝ่อที่ขั้วประสาทตา ( Optic disc cupping ) ซึ่งเป็นรอยโรคที่สำคัญในการวินิจฉัยโรคต้อหินชนิดเรื้อรัง( Chronic Glaucoma )

                นับว่าเป็นโชคดีของดิฉัน ที่กลไกการป้องกันตัวเองของดิฉันยังทำงานอยู่ ทำให้สามารถหยุดเมื่อร่างกายฟ้องว่าไม่พร้อมแล้ว  และไม่ทนฝืน ยอมไปหาหมอ  ไม่อย่างงั้น สายตาดิฉันจะเป็นอย่างไรในอนาคต ไม่อยากจะเชื่อเลย

 

                ท้ายสุดนี้ ก็ขอให้อาการที่ดิฉันเป็นอยู่นี้ เป็นอุทาหรณ์ให้แก่คนทำงานแบบเรา ๆ ทั้งหลาย  ว่า อย่าฝืน ในเมื่อเรารู้สึกตัวว่าเราไม่ไหวแล้ว  พักผ่อนซะนะคะ อย่าคิดว่า การที่เราหยุดวัน สองวัน จะส่งผลกระทบต่องานของเรา  เพราะถ้าคุณมัวฝืนตัวเองต่อไป  อนาคต ไม่แน่ว่า คุณจะมีโอกาสได้กลับมาทำงานที่คุณรัก อีกต่อไปหรือไม่  ฝากไว้ให้คิดกันเยอะ ๆ นะคะ

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 04 กรกฎาคม 2556 09:55 แก้ไข: 04 กรกฎาคม 2556 09:58 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Baby, Ico24 Our Shangri-La, และ 7 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว

 

ตนเองสายตาสั้นนิดหน่อย แค่ร้อยกว่าๆ ไม่อยากไปตัดแว่น เพราะยังมองเห็นดีอยู่ อีกทั้งเพื่อนๆ แนะนำว่า ถ้าใส่เมื่อไหร่ สายตาจะวิ่งต่อไป ทำให้สั้นลงไปอีก ไม่มีวันหยุด (จนกว่าจะแก่)

 

แม่หมอ เอ้ย แม่ยาม มีคำแนะนำสำหรับเคสนี้บ้างมั้ยครับ

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

ตั้งฉายาให้ใหม่ซะงั้น

ว่าแต่ แม่หมอ เอ้ย แม่ยาม ขอแนะนำว่า ให้ไปตัดแว่นซะ เพราะเมืือใส่แว่นแล้ว คุณจะได้มองเห็นสาว ๆ สวย ๆ ได้ชัดเจนขึ้น

แล้วที่อยู่ที่บ้่านที่เราเคยมองว่าสวยมาก อาจจะสวยน้อยลง เมื่อเราใส่แว่น ก็ได้ 555

555+ รู้งี้ตัดแว่นตั้งแต่ก่อนแต่งงานดีก่า....เอ๊ะ ยังไง

 

เอิ้ก เอิ้ก

 

"ใจสั่งมา"

ขอบคุณคุณแป๊ดที่เอามาเขียนเตือนเป็นอุทธาหรณ์นะคะ พี่โอ๋มาช่วยยืนยันว่า การใส่แว่นที่เหมาะสมช่วยได้มากจริงๆค่ะ การฝืนใช้สายตาโดยไม่ยอมใส่แว่นจะทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวกว่าที่เราคิดเยอะเลยค่ะ เพราะหลังจากที่พี่โอ๋ยอมเสียเวลาตัดแว่นแบบสองเลนส์และพยายามทำความคุ้นเคยกับมันจนใช้ได้เป็นปกติ พบว่าไม่ได้ลำบากมากมายอะไรเลย แต่ได้อ่านได้เขียน ได้ใช้สายตาอย่างมีความสุขขึ้นมากค่ะ ดีกว่าไม่ใส่แว่นแต่ต้องเพ่งต้องเดา ต้องแก้ตัวต่างๆนาๆเยอะเลยค่ะ 

ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะเอาไงกันแน่

สั้นคงที่มีหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ชักจะเพิ่มความยาวมาอีก

ทั้งสั้นทั้งยาว ยืดได้หดได้ซะงั้นครับคุณแม่ยามฯ

อิอิอิ

เราเอง

เมื่อวาน แม่ยาม ไปตรวจวัดสายตา ที่คลีนิคหมอสุเรนทร์ แถว ๆ ฉื่อฉาง

คุณหมอตรวจตาให้อย่างละเอียด โชคดีที่จอประสาทตา การรับรู้ยังปกติดีอยู่ ก็เลยได้วัดสายตาประกอบแว่นกันอีกรอบ

งานนี้ เจอ 3 เด้ง เลยค่ะ

ทั้งสั้น ทั้งยาว และทั้งเอียง

ซึ่งคนที่เจออาการรวมมิตรแบบนี้ คุณหมอบอกว่า ต่อให้ทำเลสิกส์ คุณก็ต้องใส่แว่นอยู่ดี

ฉะนั้น จงพยายามปรับตัว ปรับตา ให้สามารถใช้วิถีชีวิตปกติ กับการสวมใส่แว่นตาให้จงได้

ไปตัดมาแล้วนะคะ จะได้ของอีก 1 สัปดาห์

อ้อ คุณหมอยังแนะนำอีกว่า

ให้มาตรวจสายตาซ้ำ ทุก ๆ 1 ปี ค่ะ

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 3.93.74.227
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ