นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน

รัตติยา เขียวแป้น
Ico64
รัตติยา เขียวแป้น
บุคลากรชำนาญการ
งานพัฒนาและฝึกอบรม กองการเจ้าหน้าที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เครือข่าย
สมาชิก · ติดตาม: 0 · ผู้ติดตาม: 11

อ่าน: 3986
ความเห็น: 0

ตาปลา แม่เอ้ย

มาดูแลรักษาสุขภาพเท้ากันเถอะคะ

 สืบเนื่องจากเมื่อหลายวันก่อนหน้านี้  ดิฉัน เพิ่งไปผ่าตาปลามา  ซึ่งถ้าหากใครเป็น แควนคลับ facebook ของดิฉัน จะรับทราบเรื่องเป็นอย่างดียิ่ง เพราะหลายคนบอกว่า ช่วงเวลาดังกล่าว ไม่เห็นหน้าตาดิฉันเลย  เห็นแต่ ฝ่าเท้า แทนหน้าทุกวัน จนลืมไปแล้วว่า หน้าตาเป็นอย่างไร 5555

 

สาเหตุที่ดิฉันได้ตัดสินใจไปผ่า ทั้ง ๆ ที่ มีงานใหญ่รออยู่ข้างหน้า เพราะ ไอ้เจ้าตาปลา 5 เม็ดของดิฉัน มันดันเริ่มเกิดอาการรวนในเวลาใกล้ ๆ กัน ทุกอย่างก้าวที่ลงน้ำหนักเท้า เจ็บแทบขาดใจ

 

ซึ่งถ้าไม่เจ็บ คงยังทนต่อไปอีกแน่ ๆ  เพราะขนาดบางคนเป็นแค่ตาเดียว ก็แทบจะขาดใจแล้ว นี่ดิฉัน เป็นถึง 5 ตา ในฝ่าเท้าเดียวกัน  จนมีน้อง ๆ ที่สนิทกันหลายคนแซวว่า  สงสัยมันเห็นพี่แป๊ดรวย  เลยให้ซะหลายตาเลย  555 เอากะเค้าสิ

 

ด้วยความที่เป็นคนเปิดเผย มีอะไรเปิดหมด เล่าหมด  คนที่ไม่เคยรู้จักตาปลา ไม่เคยเป็น ก็จะสยดสยอง  สงสัย กังขา

 

ส่วนคนที่เคยเป็น ก็จะเข้าใจ ว่ามันเจ็บและทรมานขนาดไหน ถ้าปล่อยให้ตาปลาเจ็บแล้วไม่ไปจี้ออก

 

เมื่อวานมีแควนคลับ ใน facebook ได้ Inbox มาขอคำปรึกษากับดิฉันว่า แม่ยายเค้าก็เป็นตาปลาเหมือนกัน แต่เป็นแค่ 1 เม็ด และจะพาแม่ยายไปจี้ตาปลา  แต่เพื่อความสบายใจ ก็ขอปรึกษากับดิฉันก่อนว่า ทำที่ไหน ทำอย่างไร อันตรายไหม  และหากทำเสร็จแล้ว จะต้องดูแลรักษาแผลอย่างไรบ้าง

เพื่อให้เป็นวิทยาทานแก่น้องแควนคลับ ท่านนั้น และแก่ผู้ที่ไม่เคยเป็น จะได้รู้จัก  ได้ระวัง และป้องกัน ดิฉัน ก็จะขอถือโอกาส ค้นข้อมูลเรื่องราวของตาปลา มาแบ่งปันกันค่ะ

 

ตาปลา คืออะไร 

"ตาปลา" ก็คือก้อนของหนังขี้ไคลซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวหนังเรื้อรังเป็นเวลานานนั่นเอง เราจึงพบตาปลาเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ที่บริเวณฝ่าเท้า เพราะเป็นส่วนที่แบกรับน้ำหนักตัวของเราตลอดเวลา  ทั้งนี้ ตาปลามีด้วยกัน 2 ชนิด คือ "ตาปลาชนิดขอบแข็ง" มักขึ้นตามข้อพับ ส้นเท้า ฝ่าเท้า บริเวณที่ถูกกระแทก หรือเสียดสีบ่อย ๆ กับ "ตาปลาชนิดอ่อน" มักขึ้นตามง่ามนิ้วเท้า

ในส่วนของดิฉัน  ดูจากนิยามความหมายแล้ว เป็นตาปลาชนิดแข็ง แน่นอนค่ะ

 

ตาปลาเกิดจากอะไร

          แล้วทำไมการที่ผิวหนังเสียดสีกันนาน ๆ ถึงทำให้เกิดตุ่มตาปลาได้ล่ะ เรื่องนี้อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า ผิวหนังของคนเรานั้นมีทั้งส่วนที่เป็นหนังกำพร้าและหนังแท้ ซึ่งมีสารเชื่อมให้ทั้งสองชั้นเกาะติดกัน แต่ถ้าผิวหนังถูกเสียดสีอย่างรุนแรง จะทำให้ผิวหนังกำพร้าแยกออกมาเป็นตุ่มพอง ๆ และถ้ายิ่งเสียดสีไปนาน ๆ เข้า จะยิ่งไปกระตุ้นให้ผิวหนังกำพร้าสร้างหนังขี้ไคลหนาขึ้นจนมีลักษณะแข็ง ๆ เป็นก้อนแหลม ๆ คล้ายลิ่ม พอกดเข้าไปตรงบริเวณตุ่มน้ำใส ๆ ก็จะรู้สึกเจ็บ

 

          แล้วรู้ไหมว่าตาปลาไม่ได้เกิดเฉพาะที่ฝ่าเท้าอย่างที่พบกันบ่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดได้ระหว่างซอกนิ้วเท้า ที่กระดูกนิ้วเสียดสีกัน หรือด้านบนของหลังเท้า ที่เกิดจากการสวมรองเท้าหัวแบนบ่อย ๆ ทำให้ผิวหนังส่วนนั้นเสียดสีกับรองเท้า สรุปได้ว่า ตาปลาเกิดจากแรงเสียดสีของผิวหนังนั่นเอง ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อใด ๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน

 

สำหรับดิฉันแล้ว  สาเหตุ คงเกิดจากการที่มีน้ำหนักมาก และการลงน้ำหนักเท้า และการเลือกใช้รองเท้าที่ไม่เหมาะสม  แต่ก็สบายใจเมื่อรู้ว่าสาเหตุของตาปลา มิใช่เกิดจากการติดเชื้อใด ๆ เพราะเข้าใจมาตลอดว่า น่าจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  

 

อาการของตาปลา

 

          ถ้าเป็นตาปลาขึ้นมาล่ะก็สิ่งแรกที่เราจะรู้สึกได้ก็คือความเจ็บปวดนี่แหละ เห็นตุ่มแข็ง ๆ เม็ดเล็กนิดเดียว ก็ทำให้เจ็บจี๊ดได้เลยนะ โดยเฉพาะถ้าตาปลามีขนาดใหญ่ แล้วเราต้องไปทำกิจกรรมที่ต้องใช้ฝ่าเท้ารับน้ำหนักมาก เช่น วิ่ง เดินนาน ๆ ยืนนาน ๆ หรือคนที่เป็นตาปลามีน้ำหนักมาก ก็ยิ่งทำให้เจ็บมากขึ้น เพราะก้อนแข็ง ๆ นี้จะยิ่งถูกกดให้ลึกเข้าไปในผิวหนัง บางทีไปกดทับกระดูกหรือเส้นประสาทเข้าอีก แบบนี้ต้องรีบหาวิธีรักษาเลย

 

มิน่าหละ ว่าทำไมดิฉันถึงเจ็บจนน้ำตาจะไหล  ไอ้อาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ดิฉันประสบมาทุกตัวอักษรเลยค่ะ  ฉะนั้น คงเป็นคำตอบ ได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมต้องทำ รอไม่ได้เหรอ กลับมาค่อยทำไม่ได้เหรอ  เอ่อ  ถ้าอยากรู้ว่าดิฉันรู้สึกอย่างไร เจ็บแค่ไหน แนะนำให้มาลองเป็นดูค่ะ เพราะอธิบายไป บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจ ก็จะไม่เข้าใจ 555 เขียนเอง  งงเอง  แต่ที่แน่ ๆ แนะนำว่า อย่าเป็นเลยนะคะ

 

วิธีรักษาตาปลาที่เท้า

มีหลายวิธี  ดังนี้

           1. ใช้พลาสเตอร์ที่มีกรดซาลิไซลิก 40% ปิดส่วนที่เป็นตาปลาทิ้งไว้ 2-3 วัน จากนั้นค่อยแกะพลาสเตอร์ออก แล้วแช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อให้ผิวหนังตรงฝ่าเท้านิ่มลง จะช่วยทำให้ตาปลาหลุดลอกออกไปได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าตาปลาหลุดลอกออกไปยังไม่หมด ก็ให้แปะพลาสเตอร์ซ้ำ แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นอีกครั้ง

           2. ใช้ยาแอสไพริน (แต่ไม่ได้ให้ทานนะ) โดยในแอสไพรินก็มีกรดซาลิไซลิกเช่นกัน ก็ช่วยกัดตาปลาได้ (แต่คุณต้องมั่นใจด้วยว่าตัวเองไม่แพ้ยาแอสไพริน) วิธีใช้ก็คือ นำแอสไพริน 5 เม็ดมาบดเป็นผง แล้วผสมกับน้ำมะนาว 12 ช้อนชา และน้ำเปล่าอีก 12 ช้อนชา จากนั้นนำมาป้ายตรงตาปลา แล้วใช้พลาสติกมาห่อไว้ ตบท้ายด้วยการพันผ้าขนหนูอุ่น ๆ ทับอีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วถอดออก แล้วใช้หินมาขัดเบา ๆ จะช่วยให้ตาปลาลอกออกมา

           3. ทายากัดตาปลาหรือหูด วันละ 1-2 ครั้ง หรือจนกว่าตาปลาจะหลุดออกไปหมด โดยมีคำแนะนำคือ ก่อนทายาให้แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนสัก 15-20 นาที เพื่อให้ผิวหนังนิ่มขึ้น แล้วใช้ผ้าขนหนูมาถูตรงตาปลาเพื่อลอกขุยออก จากนั้นอาจใช้วาสลินหรือน้ำมันมะกอกมาทาผิวรอบ ๆ ตาปลา เพื่อที่ผิวบริเวณนั้นจะได้ไม่ถูกตัวยาไปกัดผิวหนัง แล้วค่อยแต้มยาลงบนตาปลา

           4. ผ่าตัดหรือใช้เลเซอร์จี้ตาปลาออก เป็นอีกวิธีที่สะดวกรวดเร็ว แต่ก็อาจทิ้งแผลเป็นไว้ และที่สำคัญคือค่ารักษาแพงกว่าวิธีอื่น ๆ แต่วิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่เป็นตาปลาเพราะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกที่ทำให้กระดูกเสียดสีกัน

 

ส่วนใครที่เคยได้ยินคนแนะนำให้เอาธูปจี้ตาปลา หรือใช้ของมีคมเฉือนตาปลาออก ข้อเตือนไว้ตรงนี้เลยค่ะว่าเป็นวิธีที่อันตรายมาก เพราะนอกจากอาจไม่ได้ช่วยให้ตาปลาหายแล้ว ยังทำให้เกิดแผลอักเสบติดเชื้อตามมาเป็นของแถม แบบนี้ไม่ไหวแน่

 

โอ้โห  เรามันเชยขนาด  นี่ถ้ารู้มาก่อนว่า มีวิธีรักษาตาปลา ง่าย ๆ แบบนี้ คงจะไม่ปล่อยให้มันลุกลาม ถึงขึ้นต้องใช้วิธีสุดท้าย นั่นคือ การใช้เลเซอร์จี้ตาปลา  หนำซ้ำยังเคยใช้วิธีเอาที่ตัดเล็บตัดตาปลาออก  ผลคือ ออกไม่หมด เจ็บตัวฟรีซะงั้น เพิ่งรู้นะคะว่าอันตรายมาก เห้อ เกือบไปแล้ว

 

ขอเสริมในส่วนวิธีการของตัวเองที่ใช้นะคะ  หลังจากนัดหมด เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องไปยื่นบัตรโรงพยาบาล  แล้วติดต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การจี้ตาปลาออก แต่เรื่องการปลอดเชื้อต้องสำคัญสุดค่ะ  เพราะคุณหมอจะทำการรักษาเราในห้องผ่าตัดเลยค่ะ ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมสำหรับเข้าห้องผ่าตัด เพียงแต่ว่าไม่มีการดมยาใด ๆ ทั้งสิ้น  ใช้วิธีฉีดยาชาแทน  ขอบอกว่า ตอนที่คุณหมอปักเข็มยาชาผ่านเข้าไปในจุดที่เป็นตาปลา พร้อมกับทิ่มเข็มไปรอบ ๆ ตาปลา  มันโคตรเจ็บเลยพี่น้องเอ้ย  แต่ตาเดียวก็จะตายแล้ว แต่นี่ 5 ตา น้ำตาแทบไหลเลยค่ะ  ระหว่างที่หมอบรรจงใช้จี้ไฟฟ้าคว้านเนื้อตาปลาของเรา ซึ่งตอนนั้นความเจ็บไม่มีค่ะ เพราะยาชาคงเริ่มออกฤทธิ์แล้ว  เราจะได้กลิ่นเนื้อไหม้เป็นระยะ ๆ  แต่พอถึงเจ้าก้อนตาปลาก้อนสุดท้ายนี่สิ  ยาชาคงเริ่มหมดฤทธิ์  ดิฉันร้องลั่นแทบจะเอาฝ่าเท้ายันหน้าหมอ  ดีที่มีพยาบาลคอยจัดมือและจับเท้าไว้ ถึง 3 คน

 

เบ็ดเสร็จ 5 ตา ใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงค่ะ  พลิกตัวมาอีกที พยาบาลพันแผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เห็นแต่เพียงซากตาปลา ที่ยังหลงเหลือไว้ให้ดูต่างหน้า

 

คุณหมอสั่งยาแก้อักเสบ และยาแก้ปวดให้เท่านั้น และสั่งห้ามแกะผ้าพันแผลออก 1 วัน เพื่อให้เลือดหยุดไหลให้เร็วที่สุด  สั่งห้ามเดิน  เวลานอนให้ยกฝ่าเท้าให้สูง ๆ เพื่อมิให้เท้าบวม  ดิฉันก็แค่วางบนหมอนข้างเป็นใช้ได้

 

หลังจากผ่านไป 1 คืน ก็ไปหาคุณหมอตามนัด เพื่อตรวจดูสภาพ และทำแผล  เนื่องจากดิฉันมีเดินทางไกลหลายวัน คุณหมอเลยแนะนำว่า ถ้ามีโอกาส ให้ปล่อยให้แผลได้โล่ง ๆ บ้าง เพราะจะทำให้แผลหายเร็วขึ้น  แต่ในสถานการณ์ไปต่างบ้านต่างเมือง ดิฉันกลัวการติดเชื้อมากกว่าแผลหายช้า  เลยใช้วิธีพันเท้าให้มิดชิดที่สุด  เดินเฉพาะที่จำเป็น และปล่อยเท้าให้โล่งตอนเวลานอนกลางคืนเท่านั้น  ส่วนเรื่องการทำความสะอาดแผล ไม่ต้องห่วงค่ะ  อุปกรณ์ซื้อไว้พร้อมทุกอย่าง เน้นความสะอาดสุด ๆ ที่สำคัญ ห้ามให้แผลโดนน้ำโดยเด็ดขาด

 

                                วิธีป้องกันตาปลาที่เท้าง่าย ๆ แค่เลือกรองเท้าให้เหมาะ

ก่อนจะเป็นตาปลาที่เท้า หรือรักษาตาปลาหายไปแล้วไม่อยากกลับมาเป็นซ้ำอีกรอบ ก็ต้องรู้จักเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับตัวเอง ตามนี้เลย 

  1. เลือกใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า ไม่คับเกินไป หรือหลวมเกินไป เพราะไม่ว่ารองเท้าจะคับหรือหลวมก็ทำให้นิ้วเท้าเสียดสีกัน
  2. หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง รองเท้าหัวแหลม รองเท้าแฟชั่นซึ่งไม่สอดคล้องกับโครงสร้างกระดูกเท้า รองเท้าพวกนี้จะไปบีบรัดทำให้การเรียงตัวของกระดูกผิดทิศทาง และทำให้เกิดการเสียดสีมากขึ้น แต่สำหรับสาว ๆ ที่จำเป็นต้องใส่รองเท้าส้นสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็เลือกรองเท้าส้นสูงที่มีแผ่นหนุนด้านหน้า เพื่อลดแรงกดที่นิ้วเท้า และไม่ควรใส่รองเท้าส้นสูงยืนเดินนานจนเกินไป ควรหารองเท้าสบาย ๆ ไปเปลี่ยนระหว่างวันด้วย
  3.  หาฟองน้ำหรือแผ่นรองเท้ามาใส่เพิ่มในรองเท้า เพื่อลดการเสียดสีระหว่างรองเท้ากับผิวหนัง
  4.  4. เลือกใส่รองเท้าที่เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ เช่น รองเท้าเทนนิสไม่ควรใส่มาวิ่ง
  5. ถ้าชอบมีตาปลาเกิดขึ้นระหว่างง่ามนิ้วเท้า อาจใช้สำลีหรือฟองน้ำบุระหว่างง่ามนิ้วเท้าไว้ เพื่อป้องกันการเสียดสี
  6. หากตาปลาเกิดจากมีเท้าผิดรูป หรือการลงน้ำหนักของเท้ามีความผิดปกติ อาจเลือกใช้รองเท้าที่ออกแบบเป็นพิเศษที่เหมาะสมกับความผิดปกติแต่ละชนิด

 รู้ และป้องกันไม่ให้เกิด เป็นดีที่สุดค่ะ

ดิฉันจี้ตาปลาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม จนถึงวันนี้ 7 สิงหาคม  ผ่านมาแล้ว 20 วัน  แผลแห้งแล้ว 4 ตา ยังเหลืออีก 1 ตา ตรงบริเวณนิ้วหัวแม่โป้ง แผลยังไม่แห้งสนิทดีค่ะ  วันหยุดยาวนี้ อดลงน้ำเลย แง ๆ

 

ที่มา  http://health.kapook.com/view48.html

หมวดหมู่บันทึก: เรื่องทั่วไป
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 07 สิงหาคม 2557 11:18 แก้ไข: 07 สิงหาคม 2557 11:18 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 Our Shangri-La, Ico24 โอ๋-อโณ, และ Ico24 ใยมะพร้าวน้องใยไหม.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 34.204.173.45
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ