นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1886
ความเห็น: 3

ปั้นน้ำเป็นตัว

การเห็นต่างเป็นเรื่องปกติในสังคมที่เจริญแล้ว ส่วนการยอมรับในความเห็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้น ย่อมขึ้นกับเหตุและผลที่นำมาแถลงถกเถียงกัน (argument) ว่า มีน้ำหนักน่ารับฟังหรือไม่ เพียงใด

      บทบรรณาธิการ ใน สารคดี ฉบับที่ 313 เดือนมีนาคม 2554 ที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญซึ่งเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนรัฐศาสตร์ ป.เอก มธ. รุ่นเดียวกันกับผมหยิบยกมาวิพากษ์ เพราะมีความเห็นที่แตกต่างออกไป

      จากเนื้อความเมื่ออ่านแล้ว ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนในวงกว้าง จึงขอนำมาแขวนไว้ ที่นี่ หรือที่นี่ครับ อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่า ในสังคมเราไม่จำเป็นต้องมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันเสมอไป ('ปรองดอง' กันทางความคิดเห็น) การเห็นต่างเป็นเรื่องปกติในสังคมที่เจริญแล้ว ส่วนการยอมรับในความเห็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดนั้น ย่อมขึ้นกับเหตุผลที่นำมาแถลงถกเถียงกัน (argument) ว่า มีน้ำหนักน่ารับฟังหรือไม่ เพียงใด

      นอกเหนือจากงานเชิงวิพากษ์ของเพื่อนรุ่นพี่ของผมแล้ว ดูตัวอย่างงานที่น่าสนใจในแนวเดียวกันนี้ได้ระหว่างคู่ความเห็นต่าง

      ระหว่าง ดร.นิธิ vs ดร.ปรีชา ที่นี่

      และระหว่าง ดร.ชัยวัฒน์ vs ดร.สมบัติ ที่นี่ หรือที่นี่ครับ

สร้าง: 16 เมษายน 2554 10:13 แก้ไข: 16 เมษายน 2554 22:09 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
ชานนท์ [IP: 110.49.235.99]
18 เมษายน 2554 10:13
#64918

วิกิลีกส์กับการเลิกเชื่อ

http://article-spadmc.blogspot.com/2010/12/blog-post_27.html

Ico48
คา ผกำ [IP: 192.168.101.4]
19 เมษายน 2554 13:37
#64946
Ico48
บัณฑิต [IP: 110.49.249.61]
19 เมษายน 2554 21:24
#64957

ต้องมอบบทความ “โอเวอร์โพลิติไซต์” ของ เกษียร เตชะพีระ ให้อ่านครับ

ปล. ผมคิดว่าบทความนี้ “ด่า” ประเวศ วะสี ที่รุนแรงที่สุดด้วยคำพูดที่แสนจะสุภาพครับ (ฮา)

……………
“โอเวอร์โพลิติไซต์”
เกษียร เตชะพีระ
มติชนรายวัน วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2551

” เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทาง การเมือง อย่างกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรอาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง…..”

ประเวศ วะสี “การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยคนไทยทั้งมวล”
ไทยโพสต์ 21 ก.ค. 2551

ใน บรรดา “ผู้หลักผู้ใหญ่” ที่ผมได้มีโอกาสรู้จัก ท่านหนึ่งที่ผมไม่อยากเถียงด้วยเลยคืออาจารย์หมอประเวศ (ต่างจากท่านอื่นเช่น อาจารย์อัมมาร สยามวาลา ซึ่งผมชอบเถียงด้วยเวลาโดนท่านยั่วยุ ถึงแม้มักจะเถียงแพ้และเหนื่อย แต่ก็สนุกและฉลาดขึ้น)

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอาจารย์หมอประเวศมีเมตตา บารมีสูง ยิ่งได้ยกมือไหว้สนทนาปราศรัยกับท่านเป็นการส่วนตัวแล้ว ยิ่งรู้สึกรักนับถือประทับใจ - คนอะไรหนอช่างหวังดีต่อโลกและเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ - จนอยากจะเห็นด้วยกับท่านไปทุกเรื่องเสียเหลือเกิน

แต่หนนี้…แหะๆ…เห็นทีจะต้องเถียงอาจารย์หมอหน่อยแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะกับข้อความข้างต้นที่ผมยกมา

แน่ นอน ในฐานะอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องนี้ผมย่อมมี “ผลประโยชน์ขัดกัน” (conflict of interest) อยู่บ้าง แต่ที่คับข้องใจจนต้องลุกขึ้นมาเถียงอาจารย์หมอก็ไม่ใช่เพราะเหตุนี้นะครับ หากเป็นเพราะผมเห็นต่างจริงๆ และคิดว่าอาจารย์หมอกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วง

ผม คิดว่าอาจารย์หมอกำลังสับสนปะปน “การให้การศึกษาทางการเมือง” (political education) เข้ากับ “การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง” (politicization) ครับ

และตรงข้ามกับอาจารย์หมอ ผมกลับเห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเราอยู่ตรงกำลังมีการปลุกเร้าให้ตื่นตัวทาง การเมืองมากเกินไป แต่มีการให้การศึกษาทางการเมืองน้อยเกินไป, กำลังมีความเชื่อมั่นทางการเมืองมากเกินไป แต่มีความสงสัยทางการเมืองน้อยเกินไป

“การให้การศึกษาทางการเมือง” เป็นเรื่องของการให้กรอบ/แผนที่แนวคิดทฤษฎีทางการเมืองอย่างกว้างขวาง หลากหลายและเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถเลือกนำไปประยุกต์ปรับปรุงใช้เป็นเครื่องมือสำหรับ สังเกตประมวลข้อมูลข้อเท็จจริง จับประเด็นรวบยอดความคิด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ วิเคราะห์ทำความเข้าใจ วิพากษ์วิจารณ์ และประเมินคุณค่าปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง อิสระและคิดเองเป็น ผ่านการฟังบรรยาย การอ่าน การอภิปรายถกเถียงสัมมนาแลกเปลี่ยน การเสพรับสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ การค้นคว้าวิจัยในห้องสมุดและภาคสนาม กระทั่งเข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติที่เป็นจริง

โดยมีสติตื่นรู้ตัว ตลอดเวลาว่าตนเป็นผู้ศึกษาไม่ใช่ผู้กระทำการเอง, อีกทั้งพยายามรักษาระยะห่างทางจุดยืนและมุมมองไว้ระดับหนึ่งจากปรากฏการณ์ ที่ตนศึกษา เพื่อให้สามารถมองและศึกษามันอย่างมีอุเบกขา เยือกเย็น (ครูของผมท่านหนึ่งกระทั่งสอนว่า “เลือดเย็น”) เที่ยงตรงตามความเป็นจริง และวิพากษ์วิจารณ์มันได้

เท่าที่ผมเข้าใจ นี่เป็นลักษณะเนื้อแท้ของงานที่ผมและเพื่อนคณาจารย์เพียรพยายามทำมาในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ครับ

ส่วน “การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง” เป็นเรื่องของการปลุกจิตสำนึกผู้คนให้หันมาตื่นตัวสนใจปัญหาการเมือง มุ่งเปลี่ยนทรรศนะและจุดยืนของเขาให้มองสภาพความเป็นจริงทางสังคมรอบตัวจาก แง่มุมการเมือง และเปลี่ยนอัตลักษณ์และตัวตนหรือนัยหนึ่งเปลี่ยนความเข้าใจตัวเองของเขาให้ กลายเป็นสิ่งมีชีวิต/ผู้กระทำการทางการเมือง ที่เล็งเห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างตัวเองกับการเมือง มองว่าตัวเองสามารถเข้าร่วมมีบทบาทเป็นฝ่ายกระทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งเป็นสิ่งดีงามถูกต้องสมควรที่จะทำเช่นนั้นด้วย

ลงถูกปลุกให้ ตื่นตัวทางการเมืองแล้วมันก็เหมือนเกิดใหม่ มองโลกใหม่ และมันสสส์อย่าบอกใครเลยเชียวครับ มันให้คึกคักกระปรี้กระเปร่ากระตือรือร้น มีพลังวิริยภาพสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด พร้อมอุทิศตัวเสียสละแบ่งปัน อบอุ่นเร่าร้อนท่ามกลางเพื่อนร่วมขบวนการ รู้สึกชีวิตมีคุณค่าความหมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดีใจสุขใจที่ได้ไปร่วมชุมนุมต่อสู้ตากแดดตากฝนอาบเหงื่อต่างน้ำคอแห้งเปียก แฉะหิวเหนื่อยกับคนอื่นๆ เหมือนได้ทำความดีหรือทำบุญใหญ่ให้ส่วนรวมทุกวัน ไม่กลัวเหนื่อยยาก ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย กระทั่งรู้สึกผิดรู้สึกขาดหายอะไรบางอย่างถ้าไม่ได้ไปร่วมงานการเมืองไปร่วม รับทุกข์ทนยากลำบากเสียสละกับคนอื่นๆ เขาเป็นประจำ

พร้อมกันนั้น ก็ค่อยๆ ละลายตัวเอง ลืมตัวเอง หลอมรวมอัตลักษณ์ตัวตนอารมณ์ความรู้สึกเข้ากับฝูงชน มีอารมณ์ร่วมหัวเราะร้องไห้เลือดฉีดพลุ่งพล่านไปกับเขา พื้นที่ของโลกการเมืองในสายตาจึงยิ่งแจ้งกระจ่างสว่างไสวชัดขึ้นๆ ขณะที่มุมมองการเมืองยิ่งโฟกัสแคบลงๆ ไปพร้อมกัน ถึงจุดหนึ่งการเลือกข้างเลือกฝ่ายทางการเมืองก็นำไปสู่การเลือกมองเห็นปัญหา เฉพาะบางปัญหาและบางแง่มุม เลือกรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเฉพาะบางเรื่องบางด้าน เลือกฟังเลือกเชื่อแต่สื่อ-เสียง-ผู้นำของพวกเรา เลิกฟังเลิกเชื่อสื่อ-เสียง-ผู้นำของ “พวกมัน”

ใครจะว่าฟังความข้าง เดียวหรือมองด้านเดียวก็ไม่เห็นจะเป็นไรในเมื่อมันเป็นข้างเป็นด้านที่ถูก ต้อง ใครจะว่าสุดขั้วสุดโต่งก็ไม่เห็นจะแคร์ในเมื่อมันเป็นขั้วของธรรมะ/ส่วนรวม /ประชาชน/ประเทศชาติ/ประชาธิปไตย/ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฯลฯ

ขณะที่ “พวกมัน” “ฝ่ายตรงข้าม” หรือ “ศัตรู” เป็นอธรรม/เห็นแก่ตัว/ทุนสามานย์/ซ้ายอกหัก/ขายชาติ/เผด็จการ/ศักดินา/อำมา ตยาธิปไตย/มาร ฯลฯ

ต่ำช้าป่าเถื่อนเลวทรามจัญไรราวเดรัจฉาน เหมือนไม่ใช่คนไทย ไม่คู่ควรแก่ความเป็นมนุษย์ ไอ้สัตว์ ไอ้เห้…..

เลยจากจุดนั้นไม่ไกล ไปอีกนิดเดียว ก็คือความรุนแรง ฉวยท่อนไม้ คว้าก้อนหิน หนังสติ๊ก คันธง ดาบ ขวาน ไม้เบสบอลเข้าห้ำหั่นฆ่าฟันกัน!

อันตราย ที่สุดของ “การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง” เกินขนาด (over-politicization) คือทำให้เชื่อมั่นยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสิ้น สงสัยด้วยประการทั้งปวง, แน่ใจในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสัมบูรณ์แบบ, จนขาดสติ จนพร้อมจะยอมตายและยอมฆ่าเพื่อความถูกต้องดังกล่าว!

ก็ในเมื่อเราถูกอ่ะ ไอ้พวกนั้นมันก็ต้องผิดไง…ฆ่ามันๆ!

ด้วย ความเคารพ เท่าที่ผมเห็น นี่คือแนวโน้มที่ได้เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นกับพลังการเมืองทั้งสองขั้วสอง ฝ่ายในบ้านเรา ไม่ว่าบนเวทีพันธมิตร หรือเวที นปก. ไม่ว่าทางเอเอสทีวี หรือพีทีวี/เอ็นบีที ไม่ว่าที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือสนามหลวง หรือราชดำเนิน เชียงราย ศรีสะเกษ มหาสารคาม บุรีรัมย์ อุดรธานี ฯลฯ ไม่ใช่หรือครับอาจารย์หมอประเวศ?

มันคือด้านที่น่าเป็นห่วงของ ปรากฏการณ์แบ่งฝ่ายแยกขั้วและโอเวอร์โพลิติไซต์ในบ้านเราครับ ผมยอมรับว่าในแง่โอเวอร์โพลิติไซเซชั่นนี้ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ คงทำไม่ได้และไม่ควรจะทำกับประชาชน ตรงกันข้าม ผมกลับเห็นว่าทำอย่างไรคณะรัฐศาสตร์ ปัญญาชนสาธารณะ (รวมทั้งอาจารย์หมอเอง) และสังคมไทยโดยรวมจะช่วยกันเหนี่ยวรั้งให้ผู้คนสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันยับยั้ง ชั่งใจ หัดมองหัดฟังคนอื่น เกิดสงสัยความปักใจเชื่อของตัว สงสัยความถูกต้องชอบธรรมดีงามอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายตัวเองและผู้นำของ ตัวขึ้นมาบ้าง และมองเห็นความเป็นคนไทย ความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมทุกข์ร่วมโลกของฝ่ายตรงข้ามบ้างเช่นกัน

มิฉะนั้น ผมเกรงว่าไทยคงฆ่าไทยด้วยกันจนเลือดนองท้องช้างก่อนจะทันได้ไปร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยกับอาจารย์หมอครับ!

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 35.170.78.142
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ