นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 1363
ความเห็น: 0

เป็นฉัน : 6.สอนเด็ก

เมื่อทำงานใน ม.อ. สักพัก ดิฉันเริ่มทำค่ายของตนเอง ด้วยการขอรับบริจาคเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วจากบุคลากรใน ม.อ. เพื่อรวบรวมนำไปให้ที่ อ.สุไหงปาดี  อ.แว้ง  จ.นราธิวาส ขับรถไปกันเองกับผองเพื่อน นัดชาวบ้านมาแล้วก็แจกของที่ได้รับให้ชาวบ้าน


จนมีคนแนะนำนักศึกษาให้ลองมาติดต่อดิฉันให้ไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมการศึกษาเพื่อสังคม (ชมรมสอนเด็ก)

 

ครั้งแรกที่ไปค่ายกับชมรมฯ ดิฉันใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงยีนต์ ได้ยินนักศึกษาหลังรถบัส ซุบซิบกันว่าผู้หญิงคนนี้ใคร  เมื่อรถเคลื่อน ก็มีนักศึกษาแซวบ้าง ถามซักโน่นนี่ ด้วยไม่เชื่อน้ำหน้าเด็กๆ ของดิฉัน ที่จะมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม  ในวันนั้นดิฉันโกหกโดยโกงอายุตัวเองให้แก่ขึ้นอีก 2 ปี เพื่อให้ดูแก่หน้าเชื่อถือขึ้น

 

รู้สึกประหลาดใจ เพราะค่ายที่ไป เป็นค่ายสัมมนา เป็นค่ายที่รุ่นพี่สอนกิจกรรมให้รุ่นน้อง นับแต่เปิดค่ายจนบ่ายคล้อย ดิฉันยังไม่เห็นกิจกรรมอะไรที่มันมีสาระเลย มีแต่เล่นเกมส์แล้วก็กรี๊ดร้อง เต้นสนุกสนาน ไร้สาระสิ้นดี  ดิฉันตั้งใจว่ากลับไปคงขอลาออก เพราะไม่เห็นสาระแก่นสารอะไรจากนักศึกษาชมรมนี้

 

ดิฉันให้โอกาสตัวเองไปค่ายกับนักศึกษาอีกสักค่ายก่อนจะล่าถอย

 

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากนักศึกษาในครั้งนี้ ผิดแผกจากการเรียนรู้เมื่อดิฉันเป็นนักศึกษา  ดิฉันเคยคิดว่านักกิจกรรมที่ดีคือคนที่ไม่แต่งหน้า ผมฟูรุงรัง ไม่เป็นตุ๊ด ต้องกล้าแกร่ง เข้มแข็ง แต่นักศึกษาสาวๆ หลายคนทำสิ่งตรงข้ามกับที่ดิฉันคิด ยิ่งนักศึกษาชมรมสอนเด็กรุ่นแรก เป็นผู้หญิงข้ามเพศหลายคน เวลาปกติเธอก็สะดีดสะดิ้ง แต่เวลาทำค่าย เธอแสดงศักยภาพที่มี ดูแลเด็กๆ อย่างสุดกำลัง กิจกรรมเกมส์ สันทนาการเป็นกิจกรรมที่เด็กๆ ชอบมาก เด็กๆ ทำตามพี่ๆ ที่สอนเรื่องราวผ่านเกมส์ ผ่านเสียงหัวเราะ  ทำค่ายโดยไม่ต้องมีจอบ เสียม ค้อน ตะปู นี่เองที่เรียกว่าค่ายแนวใหม่ สร้างคนไม่สร้างอาคาร

 

นักศึกษาสอนให้ดิฉันเรียนรู้ถึงความแตกต่างของคน ที่ไม่สามารถวัดจากเสื้อม่อฮ่อม เปลือกนอกผิดแผก แต่ข้างในก็สุกสกาวไม่แพ้ใครเลยทีเดียว ดิฉันค่อยๆ ถอดเสื้อม่อฮ่อมทิ้ง และเรียนรู้ด้วยตนเองว่า ไม่จำเป็นต้องใส่เรื่องราวเพื่อให้ใครอ่านได้จากหน้าปก ปกนอกเป็นอะไรก็ได้ ส่วนเรื่องราวข้างในใครอยากรู้จัก ต้องค่อยๆ ศึกษาเรียนรู้ทีละหน้า ๆ จึงจะเข้าใจในความเป็นตัวเรา

 

ในการออกค่ายทำกิจกรรมแต่ละครั้ง ดิฉันพบเห็นเด็กตัวเล็กๆไม่ว่าจะหูหนวก ปัญญาอ่อน ตาบอด หรือเด็กปกติที่กำพร้าพ่อแม่ ต้องอยู่ในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ อย่างว้าเหว่ หงอยเหงา ดิฉันพบเห็นเด็กเร่ร่อนที่มีชีวิตเดียวดาย เหมือนทั้งโลกไม่มีใครต้องการเธอ แต่เธอกลับต้องมีชีวิตอยู่และต้องเติบโตเพียงลำพัง

 

การได้พบเห็นเด็กที่ด้อยโอกาส เป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ทำให้ดิฉันเรียนรู้ว่า เด็กๆ ต้องการความรักความเข้าใจ  ไม่ใช่ความสงสาร  เด็กอยากให้ทุกคนเคารพในวิถีชีวิตของเค้า เด็กๆ ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองน่าสงสาร

ดิฉันกลายเป็นผู้รับทุกครั้งที่ไปค่าย ได้รับกำลังใจ ได้รับพลัง ได้รับรู้ว่าดิฉันโชคดีและร่ำรวยมากเพียงใดเมื่อเทียบกับคนที่ขาดแคลน 


ในเวลาต่อมาเมื่อถูกผู้ชายทอดทิ้ง ไม่รักไม่ใยดี ทำให้ฟูมฟายซวนเซ ที่ตั้งหลักได้ก็เพราะเด็กๆ ด้อยโอกาสที่เป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตอย่างเข้มแข็ง ดิฉันเริ่มเรียนรู้ที่จะรักใครๆ โดยไม่หวังแม้รักตอบแทน  ตระหนักในคุณค่าของสิ่งที่มีแม้เพียงน้อยนิดอย่างรู้คุณค่า และแบ่งปันสิ่งที่มีอย่างไม่ตระหนี่

 

 

 

 

หมวดหมู่บันทึก: บริหารทรัพยากรมนุษย์
สัญญาอนุญาต: ซีซี: แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน Cc-by-nc-sa
สร้าง: 21 พฤศจิกายน 2556 17:28 แก้ไข: 21 พฤศจิกายน 2556 17:41 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ: Ico24 คนธรรมดา, Ico24 ทดแทน, และ 4 คนอื่น.
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

ไม่มีความเห็น

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 54.237.183.249
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ