นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 4015
ความเห็น: 9

เว็บข้อมูล TQF

หลายปีก่อน ยุคก่อนที่ครูโรงเรียนจะเห่อแฟชั่นอีอาร์ เคยไปเยี่ยมหลานต่างจังหวัด ฟังเสียงบ่นของผู้ปกครองอย่างเห็นใจ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ (เพราะตอนนั้นยังนึกว่า ตัวเองจะไม่เจอเอง!) "โรงเรียน นี้ สุดยอดมาก ตั้งแต่ครูได้รางวัลการจัดการการเรียนการสอนดีเด่น เด็กไม่ค่อยได้เรียน เพราะครูทำแต่งานเอกสาร และพาครูที่อื่นเดินเยี่ยมชมกิจการทั่วโรงเรียนทั้งวัน"

รายละเอียด สามารถหาอ่านได้จาก หน้าหลัก

หรืออาจดูจากประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒  ตาม รายละเอียดนี้

เอกสารหนา 80 หน้า ทีเด็ดจริง ๆ จะอยู่หลัง ๆ แถว ๆ หน้า 61-62

อ่านแล้วเหงื่อหยดติ๋ง แหมะ ติ๋ง แหมะ

ดู ๆ แล้ว ทำยากกว่าใช้งาน LMS อีกนะนี่ ไม่อยากจะเชื่อเลย -_-!

....

สมัยก่อนนู้น เวลาเตรียมสอน 100 % หมดไปกับการเตรียมสอนนักศึกษา 80 %

ในสมัยอนาคตกาลอันไม่ไกลจากนี้ เวลาเตรียมสอน 100 % อ่านตามเอกสารนี้แล้ว ผมว่า เวลาน่าจะหมดไปกับการเตรียมเอกสารหลักฐานให้เข้าตามเกณฑ์นี้สัก 80 %

การวางนโยบาย ก็เหมือนการขุดร่องคูให้น้ำไหล อยากให้ไหลซ้าย ก็ขุดออกซ้าย อยากให้ไหลขวาก็ขุดออกขวา

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเส้นทางการขุดร่องคูตัดไขว้ทางกัน ?

ในกรณีนี้ เราก็อาจจะเห็นน้ำไหลไปในเส้นทางที่ไหลได้ดีที่สุดร่องคูเดียว หากสองร่องคูนั้นมีขนาดที่แตกต่างกันมาก

ต่อไป เราจะมีนโยบายสองเรื่องที่ตัดไขว้กัน คือคูที่เรียกว่า "วิจัยเก่ง" (นโยบายมหาวิทยาลัยวิจัย) และคูที่เรียกว่า "(หลักฐานแสดงว่า)สอนดี" (นโยบายใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้)

สองเรื่องนี้ ไม่ต้องนึกให้เสียเวลาเลยว่า จะเลือกอะไรก่อน

อย่าได้แปลกใจหากในอนาคต จะเกิดค่านิยมสอนแค่ให้ชั่วโมงผ่านเกณฑ์ภาระงาน เพราะทุกชั่วโมงที่สอน จะมีภาระงานที่ไม่สามารถบันทึกได้ติดมาด้วยมหาศาล

หมวดหมู่บันทึก: ประกันคุณภาพ ตัวชี้วัด ประเมินผล
คำสำคัญ (keywords): tqf  qa  วิจัย  สอน
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 30 กันยายน 2552 18:19 แก้ไข: 19 ตุลาคม 2552 16:22 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.15.153]
04 ตุลาคม 2552 07:11
#48998

เรียนคุณ wwibul

อ่านข้อเขียนสั้นๆข้างต้นที่เข้าใจแล้วเหงื่อติ๋งๆ แหมะๆเหมือนกัน...ที่เหงื่อแตกเพราะข้าพเจ้าเป็นคนไทย จึงเป็นเพื่อนกับ สกอ.โดยกำเนิด เมื่อเห็น สกอ.เพื่อนที่เดินท่องเที่ยวป่า QA มาด้วยกันเกิดหลงทาง TQF. เกลงว่าเพื่อนรักจะหลงป่าจนกู่ไม่กลับ เลยเหงื่อแตกท่วมตัว

 

สกอ.จัดทำ TQF มีต้นเหตุมาจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 47 กำหนดให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพ

"ระบบ"ต้องมีการบริหาร(Deming) เรียกว่าการบริหารระบบ(Management System) หรือการบริหารคุณภาพ (TQM)

เพราะระบบคือหลักประกันคุณภาพ QA ตามมาตรฐานสากล

 

ทิศทางที่ถูกต้องของ สกอ. คือ ให้ใช้การบริหารระบบหรือการบริหารคุณภาพ TQM ในการจัดทำ TQF. โดย TQM ที่ดีที่สุดคือ Baldrige Criteria ตามคำพูดของปราชญ์ QA.ชื่อ Joseph M.Juran

ดังนั้น การเดินทางที่ถูกต้องของ TQF คือ Baldrige Criteria ที่สหรัฐใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของชาติ เรียกว่า Education Criteria for Performance Excellence

เกณฑ์ Baldrige Criteria มี 7 ข้อ (ดู www.baldrige.nist.gov) การบริหารตามเกณฑ์นี้ ต้องทำเป็นระบบ(คู่มือ/ระเบียบวิธีปฏิบัติ)รองรับทุกข้อ สำหรับการวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้(เพื่อปรับปรุงระบบ) Measurement, Analysis and Knowledge Management ก็ต้องจัดทำเป็นระบบเช่นกันเพื่อให้เป็นการประกันคุณภาพการศึกษาตามกฏหมายการศึกษาแห่งชาติ 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2545

มีข่าวที่น่ายินดีว่า สกอ.จะใช้มาตรฐานบอลริจเป็นหลักประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา...นั่นแหละ คือ ทิศทางที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม การออกแบบระบบต้องทำให้เข้าใจง่าย มีเป้าหมาย(Aim/Purpose) มีความชัดเจน มีความสง่างาม(โครงสร้าง) มีประสิทธิภาพ รื้อมันได้ แก้ไขและปรับปรุงมันได้

Tom Peters เขียนเกี่ยวกับการออกแบบระบบในหนังสือเรื่อง Re-imagine เน้นที่ความเข้าใจง่าย "Keep it simple, stupid" (หรือเรียกย่อๆว่า KISS นั่นแหละ)

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.15.153]
04 ตุลาคม 2552 10:35
#49000

อ่านประเด็นความหนักใจของอาจารย์วิบุลอยู่ที่ต้องเสียเวลากับการเตรียมเอกสารหลักฐานให้เข้าตามเกณฑ์ TQF ถึง 80%

เรื่องนี้น่าวิตกและเสียหายจริงๆ สาเหตุเป็นเพราะการปฏิรูปการศึกษาของไทยเป็นของใหม่ หลายหน่วยงานใช้วิธีลองผิดลองถูก ไม่ใช้วิธี Benchmarking Best Practice เช่น การเดินตามแนวทาง Baldrige Criteria  ความรับผิดชอบในการทำเอกสารหลักฐานให้เข้าตามเกณฑ์บอลริจเป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน QA โดยตรง

การประเมินคุณภาพตามมาตรฐาน Baldrige Criteria ประเมินที่องค์กรหรือประเมินที่ผู้บริหารสูงสุด(Top Management) ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา เช่น อธิการบดีของมหาวิทยาลัย หรือประเมินคณบดีในฐานะผู้บริหารสูงสุดของคณะ..มิใช่ลองผิดลองถูกไปประเมินสะเปะสะปะที่อาจารย์ผู้สอนให้เสียเวลาและทำลายคุณภาพการศึกษาโดยไม่รู้ตัว

การประเมินตามมาตรฐานบอลริจไม่เสียเวลามากเพราะมหาวิทยาลัยหรือคณะต่างๆมี"คู่มือ"ในการบริหารไว้ครบถ้วนแล้ว...Examiner ไปตรวจที่คู่มือว่ามีการปฏิบัติตามโดยถูกต้องหรือไม่เท่านั้น...ถ้าอยากจะให้คะแนนก็ง่าย เช่น ใช้ Likert Scale เป็นต้น

"ระบบ"การประกันคุณภาพภายใน และ "ระบบ"การประกันคุณภาพภายนอก ก็ตรวจที่ระบบเอกสารแสดงวิธีปฏิบัติในรูประเบียบ(Work Instruction) หรือคู้มือ(Manual)เช่นเดียวกัน

การตรวจประเมินก็เหมือนกันโดยตรวจที่ระบบทั้งสองดังกล่าวว่ามีความชัดเจน ถูกต้อง สมบูรณ์หรือไม่ มีการปรับปรุงแก้ไขหรือไม่ มีการอ้างอิงอะไรบ้าง ฯลฯ ผู้บริหารมีการปฏิบัติตามดีแค่ไหน(ดู Process Audit Checklist ของ John L.Hradesky,1988)

การที่ สกอ.ดำริจะใช้มาตรฐานบอลริจมาเป็นมาตรฐานการประกันคุณภาพการศึกษานั้นถูกต้อง..นอกจากขจัดการลองผิดลองถูกแล้ว ยังยับยั้งความเสียหายที่ให้อาจารย์ต้องมาเตรียมเอกสารตามเกณฑ์ทั้งๆที่เป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน QA

 

  • จริง ๆ แล้ว ในฐานะบุคลากร นายหัวสั่งอะไรมาก็ต้องทำอยู่แล้ว
  • เขียนตรงนี้ เพื่อแสดงความในใจ ประสาคนขี้บ่น แต่สั่งมา ก็ทำให้นั่นแหละ แม้จะรู้ว่าตามธรรมชาติของ องค์กรมีชีวิต การปรับเปลี่ยนรายวัน ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่การลุเป้าหมายนั้น กลับเป็นเรื่องที่ผิดธรรมดา
  • ...
  •  ^ ^!
Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.14.224]
07 October 2009 17:34
#49120

TQF มาจากคำเต็มว่า Thai Qualifications Framework for Higher Education

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา

ระดับคุณวุฒิมีอยู่ 6 ระดับ

1. ระดับอนุปริญญา (3) ปี

2. ระดับปริญญาตรี

3. ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต

4. ระดับปริญญาโท

5. ระดับประกาศนียบัตรชั้นสูง

6. ระดับปริญญาเอก

เพื่อให้เป็นไปตามไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษา และเพื่อเป็นการประกันผลการเรียนรู้ของบัณฑิตในแต่ละระดับคุณวุฒิและสาขา/สาขาวิชา..................ได้อย่างมีคุณภาพ.

สรุป: การจัดทำมาตรฐานคุณวุฒิเพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพการเรียนรู้ในระดับต่างๆ 6 ระดับข้างต้น

1. หลักประกันคุณภาพ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2545 กำหนดให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษา...

"ระบบ"ตามมาตรฐานสากลจัดทำในรูปคู่มือ(Manual) หรือ ระเบียบวิธีปฏิบัติงาน(Work Instruction)

มาตรฐานคุณวุฒิฯ ถ้ายึด พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ และ มาตรฐานสากลแล้ว จำเป็นต้องทำออกมาในรูป คู่มือ เรียกว่า "Qualification Standard Manual"(ดูคำนี้ได้ที่ Google หรือ ที่ www.opm.gov)

ที่อ้างอิง opm เพราะเป็นต้นตำหรับของมาตรฐานคุณวุฒิ(Quality Standard)ของโลก...และเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุด(Best Practices) อีกทั้งเป็นมาตรฐานที่ออกแบบระบบได้อย่างง่ายตามที่ Tom Peters เรียกว่า KISS

วิธีการของ US.OPM ทำเป็นคู่มือ 2 เล่ม คือ

1. Qualification Standard Manual คือระบุประเภทงานต่างๆทุกตำแหน่งที่สอดคล้องกับระดับคุณวุฒิทั้ง 6 ระดับดังกล่างข้างต้น และกำหนดว่าต้องใช้คุณวุฒิระดับไหนจึงจะทำงานที่กำหนดได้

2. Classification Manual: ได้แก่ลักษณะงานประเภทต่างๆที่บรรยายลักษณะงานอย่างละเอียดที่ระดับคุณวุฒิทั้ง 6 ทำได้...บางท่านอาจสงสัยถามว่า..ต้องสร้างลักษณะงานนับร้อนตำแหน่ง..คำตอบคือ..แน่นอน ต้องทำเป็น Job Standard นับร้อยตำแหน่งให้ครบ ซึ่งสหรัฐทำไว้แล้วเรียกว่า Classification Manual

 สำหรับมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม..ด้านความรู้...ด้านทักษะทางปัญญา...ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และด้านด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เขาแยกไปอยู่ในคู่มือต่างหากที่เรียกว่า Operation Process Manual หรือ Process Management Manual.

ก็ง่ายๆแค่นี้เองสำหรับมาตรฐานคุณวุฒิที่ดีที่สุดในโลกยุคนี้ ของ OPM ที่รัฐบาลสหรัฐทำมาประมาณ 60 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เรื่องมาตรฐานคุณวุฒิของอังกฤษล้าหลัง US.OPM หลายสิบปี...โดยเพิ่งเริ่มทำเรื่องนี้เมื่อประมาณ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา...แต่เพื่อไม่ให้เสียหน้าว่าตามหลังสหรัฐ..อังกฤษจึงพลิกแพลงมาตรฐานคุณวุฒิให้ยากต่อการทำความเข้าใจและยุ่งยากในทางปฏิบัติไม่ KIS(Keep it easy) อีกทั้งยังรบกวนเวลาของอาจารย์ผู้สอนให้จัดเตรียมเอกสาร แทนที่จะทำเป็นคู่มือเช่นของรัฐบาลสหรัฐ

ข้าพเจ้าเชื่อว่า"กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ"ชุดนี้มีต้นแบบมาจากอังกฤษ จึงมิได้ทำเป็น"ระบบ"ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับ 2545.

 

 

Ico48
ความเห็น [IP: 58.9.17.110]
11 ตุลาคม 2552 12:11
#49238

TQF มาจากไหน....มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องให้อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศเสียเวลากับการเตรียมเอกสาร

1. TQF มาจาก NQF(National Qualifications Framework )ของอังกฤษที่ทำขึ้นเพื่อช่วยปรับคุณวุฒิการศึกษาให้เข้ากับตำแหน่งงานต่างๆในการจ้างงาน  เพราะที่ประเทศอังกฤษมีการการเปลี่ยนแปลงระดับคุณวุฒิในปี 2004(พ.ศ.2547) ให้ระดับ(Level) 4 เก่า มีการขยาย(subdivided)เป็น ระดับ Levels 4, 5 และ 6

ระดับ 5 เก่า(the old Level 5)ขยายเป็น Level 7 และ Level 8

Qualification Standard ของรัฐบาลสหรัฐ(US.Federal Government)ทำขึ้นเพื่อให้เป็นมาตรฐานว่าการศึกษา(Education-Level)ระดับใดสอดคล้องตำแหน่งอาชีพอะไรบ้าง และให้นับประสบการณ์(Substitution)ทดแทนการศึกษาได้ ยกเว้นบางตำแหน่ง เช่น แพทย์ เภสัช วิศวกรรม ฯลฯ ต้องมีปริญญาตรีขั้นต่ำ จะใช้ประสบการณ์แทนมิได้

2. TQF ถ้าทำโดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่ดีที่สุด(Benchmarking Best Practices)แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องให้อาจารย์ต้องเสียเวลา(เสียเงิน)เตรียมเอกสารโดยไม่จำเป็น เพราะเขาทำเป็นคู่มือ

References:  National Qualifications Framework  ดูใน  google (Wikipedia)

ข้อสังเกต: เนื่องจากการศึกษาของโลกได้เปลี่ยนแปลงให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษา บรรดานักปราชญ์ทางการศึกษาของหลายประเทศมีความสับสนในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะเรื่อง"ระบบ"ประกันคุณภาพ...จึงใช้วิธีการลองผิดลองถูก(Trial & Error)ซึ่งสร้างความเสียหายมหาศาล เช่น TQF ของไทย เป็นต้น

  • อือม์..ผมว่าผมไม่สับสนนะครับ
  • ที่โซมาลี นิยมจับคน มาเป็นตัวประกัน
  • เขาจึงไม่เจริญ
  • ที่นี่ จับคุณภาพ มาประกัน
  • เพราะเราเจริญแล้ว ^ ^
  • (เหตุผลทำให้สีข้างถลอกไปเป็นแถบเลยแฮะ ^ ^)
Ico48
Ex.Links [IP: 58.9.22.142]
17 October 2009 17:50
#49497

 วันนี้วันหยุด ขอเขียนยาวสักหน่อย

ผลงาน TQF ชี้ให้เห็นว่า คณะกรรมการการอุดมศึกษาสับสนเรื่องปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2545 ที่กำหนดให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ สาเหตุความสับสนน่าจะเป็นเพราะคณะกรรมการการอุดมศึกษาทุกท่านเชี่ยวชาญการบริหารสมัยเก่าที่มิใช่ Quality Management ที่มี"ระบบ"เป็นหัวใจของการบริหารตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติดังกล่าว

1. ระบบการประกันคุณภาพตามมาตรฐานสากล: คือ Quality system ที่สามารถออกแบบระบบ(System design)ออกมาในรูป Work Instruction, SOP: Standard Operating Procedures, หรือ Manual.

2. ระบบต้องมีการบริหาร(Deming):เรียกว่าการบริหารระบบ Quality Management System. ผู้บริหารระบบคือ Leadership หรือ ผู้บริหารสถานศึกษา เช่น ผอ.โรงเรียน, อธิการบดี, คณบดี...มิใช่ครู/อาจารย์ ผู้สอนนักเรียนนักศึกษา

3. การบริหารระบบมีจุดหมายเพื่อให้การศึกษามีคุณภาพโดยการปรับปรุงระบบ Process Improvement: ซึ่งทำได้ง่ายเพราะมีมาตรฐานที่ใช้เป็นเครื่องมือปรับปรุงมากมายกว่า 10 เครื่องมือ ดู Process Improvement(wikipedia).

มาตรฐานหรือเครื่องมือที่ดีเยี่ยมในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาที่ทั่วโลกรับรองและสหรัฐใช้กับสถานศึกษาทุกมลรัฐคือมาตรฐานบอลริจ Baldrige Criteria เรียกว่า Education Criteria for Performance Excellence.

ความสับสนเรื่อง"ระบบ"ตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ

1. TQF. มีกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ 6 ระดับ แต่ คณะกรรมการการอุดมศึกษาไม่ได้กำหนดมาตรฐาน(Qualification standard)แม้แต่ระดับเดียว..กรอบมาตรฐานคุณวุฒิของประเทศอังกฤษ(NQF:National Qualifications Framework)ต้องมีหน้าที่ลักษณะงานแต่ละตำแหน่งประกอบด้วยเรียกว่า National Occupation Standards ซึ่งทำมาตรฐานดังกล่าวไม่ง่ายนัก จึงไม่ปรากฏใน TQF. ของคณะกรรมการการอุดมศึกษา ทำให้ TQF.ไม่ครบองค์ประกอบ

อีกทั้งมาตรฐานการเรียนรู้แต่ละด้านของ TQF.จำเป็นที่คณะกรรมการการอุดมศึกษาต้องรับผิดชอบในการออกแบบทำเป็น"ระบบ"ที่แสดงเป้าหมายและความชัดเจนทุกด้าน เช่น 1.คุณธรรม จริยธรรม..2. ความรู้..3.ทักษะทางปัญญา.. 4.ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบที่ต้องพัฒนา...การโยนความรับผิดชอบในการออกแบบให้ครู/อาจารย์ หรือแม้กระทั่งผู้บริหารสถานศึกษาทำมิได้...เพราะระบบดังกล่าวต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

2. TQF หรือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ไม่สามารถใช้เป็นหลักประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาได้..เพราะขาด"ระบบ"(Quality system) รองรับ

3. ผู้ที่ผลักดันให้การบริหาร TQF ประสบความสำเร็จคือ Leadership หรือผู้บริหารสถานศึกษา แต่ TQF มิได้ระบุบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาไว้แต่ประการใด

4. การประเมินคุณภาพของ TQF ต้องประเมินที่ Leadership หรือ ผู้บริหารสถานศึกษา เช่น อธิการบดี...ในทางปฏิบัติ ท่านอธิการบดีจะเชิญให้ไปดู"คู่มือคุณภาพ"ซึ่งมี TQF เป็นบทหนึ่งในคู่มือดังกล่าว ที่สำนักงาน QA.

5. การที่ TQF มอบหมายให้ครู/อาจารย์แสดงหลักฐานการเตรียมการสอนชี้ให้เห็นการล้วงลูกลึกที่ข้ามหน้าผู้บริหารสถานศึกษาในเรื่องที่มิใช่หัวข้อสำคัญของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา เช่น TQF.ทั้งฉบับ ตามประกาศของคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นเพียงส่วนย่อยในหัวข้อ Workforce Focus ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญ 1 ใน 7 ของมาตรฐานบอลริจ ในทางปฏิบัติ นักออกแบบระบบ(System designer)จะตัดข้อความฟุ่มเฟือยทั้งหลายออกไป  TQFอาจเหลือข้อความไม่เกิน 4-5 หน้าเท่านั้นที่เป็นกรอบมาตรฐานคุณวุฒิจริงๆ เพราะการศึกษาของชาติมีเรื่องสำคัญกว่า TQF มากมาย...สำหรับคู่มือประกอบ TQF คือ National Occupational Standards จะแยกอยู่เล่มต่างหาก

ทางแก้ปัญหา

การแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับทำได้โดยให้มี"ระบบ"การประกันคุณภาพการศึกษาและให้มี Leadership หรือ ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้บริหารระบบดังกล่าวข้างต้น 

ระบบและมาตรฐานที่เป็นหลักประกันความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ คือ Baldrige Criteria ซึ่งนอกช่วยระงับการลองผิดลองถูกเรื่องปฏิรูปการศึกษาของหน่วยงานต่างๆใน ศธ.ที่มุ่งทำเรื่องจุกจิกปลีกย่อยเช่น TQF.แล้ว..ยังเป็นหลักประกันที่ช่วยให้ไม่ต้องเสียเวลา/เสียงบประมาณในการปฏิรูปการศึกษารอบ 3 หรือปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่ 3 พ.ศ. 2562 ได้แน่นอน 

 

 

Ico48
สุธี [IP: 203.107.154.6]
18 พฤษภาคม 2553 11:46
#57035
ยิ่งทำ ยิ่งถอยหลังเข้าคลอง  วิชาความรู้ คุณธรรมจริยธรรมของนักศึกษาแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะครูมัวแต่ต้องมำทำเอกสารตามกรอบโน่นกรอบนี่  แล้วครูก็จะได้รับการยกย่อง  แต่กรรมตกอยู่ที่นักศึกษาครับ 

สวัสดีครับ คุณสุธี

  • เอกสาร ก็ทำไปตามหน้าที่ เท่าที่เห็นว่า สมเหตุสมผลตามเจตนารมย์ เอาแบบขวานผ่าซากเข้าว่า  ถ้าประโยชน์จะพึงเกิด ก็คงจะได้เกิด
  • จุดประสงค์ของระบบเอกสาร คือเครื่องมือให้เราใช้สอย ไม้ใช่นายหัวมาบงการชีวิตอยู่แล้ว
  • ควรยึดหลัก "เอกสารพอเพียง" ครับ ชีวีมีสุข

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 18.234.255.5
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ