นโยบายการจัดการความรู้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1.ให้ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ผลักดัน คุณภาพคน และกระบวนทำงาน 2.ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน จากหน้างาน 3.ส่งเสริมให้มีเวทีเรียนรู้ร่วมกัน
อ่าน: 15265
ความเห็น: 2

เว็บ DIC กับการใช้เพื่อตอบสนองการเรียนการสอน-การฝึกงาน

ตั้งแต่ พ.ศ.2548 เป็นต้นมา แนวโน้มใหญ่ของการบริการวิชาการนี้ จะผ่านการเรียนการสอน และการฝึกงาน เป็นหลัก จนล่าสุด ภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การฝึกงาน ของการตอบใน webboard ครองสัดส่วนเกินครึ่ง ซึ่งเป็นผลจากการที่หลักสูตร 6 ปี มีนักศึกษาครบทุกชั้นปีเป็นครั้งแรกในปีที่แล้ว ซึ่งต่อไปในอนาคต แนวโน้มนี้ ก็คงเพิ่มขึ้นต่อ เพราะเมื่อมีการตอบที่สม่ำเสมอ คำถามก็จะเข้ามามากขึ้น และจะทำให้ในระยะยาว คงสามารถขยายการรับนักศึกษาฝึกงานเพิ่มขึ้นได้อีกมาก

DIC ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน มีรายวิชาของนักศึกษาหลักสูตร 6 ปี ซึ่งมีรายวิชาเกี่ยวกับสารสนเทศทางยาอยู่ถึง 3 รายวิชา และในหลักสูตร 5 ปีก็มี เป็นวิชาเลือก

ส่วนการฝึกงาน เมื่อก่อน เป็นแหล่งฝึกสำหรับนักศึกษา ป.โท (คลินิก) แบบวาระจร ที่เป็นหลักสูตรแบบ module และปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีนักศึกษาหลักสูตรบริบาลฯ (6 ปี) มาฝึกเกือบตลอดทั้งปี ซึ่งทำให้การตอบ รวดเร็วทันใจขึ้นเป็นอันมาก 

dic

ที่มาข้อมูลดิบ: webboard database ของ drug.pharmacy.psu.ac.th download 17 มีนาคม 2551 

ปีนี้ สัดส่วนของการบริการ DIC เฉพาะที่มีการบันทึกภาระงาน  กล่าวได้ว่า เกี่ยวข้องกับการเรียน-การสอน-การฝึกงาน ซะเกินครึ่ง

จำได้ว่า ตอนร่างหลักสูตรบริบาลฯ หลายปีก่อนโน้น นำเอาเรื่อง DIC มาเป็นประเด็นพูดคุยว่า สักวันหนึ่ง จะมุ่งมาทางนี้ คือ บูรณาการการเรียน-การสอน-การฝึกงาน เข้ากับงานบริการ จึงออกแบบหลักสูตรให้นักศึกษาต้องผ่านถึง 3 รายวิชาเช่นนี้ เพราะมองว่า DIC เป็นการฝึกที่เป็นฐานรากให้กิจกรรมทางคลินิกอื่น เพราะช่วยคนอื่นเป็น ก็ต้องช่วยตัวเองได้

ที่ต้องทำเป็น 3 วิชา แตกเป็นวิชาเล็ก ๆ แทนที่จะรวบเป็นตัวใหญ่ตัวเดียว เพราะมองว่า DIC ก็เหมือนทักษะ ไม่เน้นการอัดแบบรวดเดียวจบ แต่เน้นการสะสมทักษะ สะสมฝีมือ ให้ค่อย ๆ เข้าสู่ระดับที่ลึกขึ้น ซึ่งต้องการความรู้รอบตัวจากแขนงอื่นมาเสริม

เช่น ลงตัวแรก เวลาให้นักศึกษาตอบ อาจเห็นการลอกตำรามาตอบโดยไม่ย่อย ก็ต้องใช้เวลาทั้งเทอม ที่จะตะล่อมว่า ทำแบบนี้ ไม่ต้องรอให้เรียนมหาวิทยาลัย เด็กมัธยมก็ทำได้

กว่าจะเข้ารูปเข้ารอย ก็มาถึงตัวที่สอง ก็ควรจะเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นหน่อย แต่ก็ต้องตะล่อมแนวการตอบกันอีกไม่น้อย ให้สื่อสารตรงเป้า

ตัวที่สาม จะเป็นตัวที่เพิ่มชั่วโมงบิน

มาถึงเป้าหมายที่วางไว้ (บูรณาการการเรียนการสอน-การฝึกงาน-งานบริการวิชาการ) ตอนนักศึกษาหลักสูตรบริบาลฯ รุ่นแรก จบพอดี ก็ถือได้ว่า เป็นสัญญาณที่ดีของการจัดการ

นั่นคือ แม้ในยามที่คณาจารย์จะลดการบริการวิชาการส่วนนี้ลงโดยตรง แต่ระบบก็ยังยืนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ล้ม (สะดุดมีบ้าง บ่อยด้วย เพราะเว็บเทคโนโลยีที่ใช้ เก่ามาก ถ้าเป็นรถ ก็คือปะผุกันพรุนทั้งคัน แต่เครื่องยังวิ่งเงียบอยู่)

แต่ผมมองว่า การส่งนักศึกษามาฝึกงานแบบไม่ต่อเนื่องและไม่สม่ำเสมอทั้งปี ทำให้ปริมาณการตอบไม่อยู่กับร่องกับรอย  จะทำให้การเติบโตไม่มีคุณภาพ คนเขาจะมองว่า บริการแบบผีเข้าผีออก ทำให้เดี๋ยวโต เดี๋ยวเตี้ย ซึ่งประเด็นนี้ ต้องขอฝากผู้เกี่ยวข้องลองพิจารณาในการจัดการฝึกงานเฉพาะกิจกรรมด้วย

เช่น ปี 2551 นี้ ผลัดแรก มีมาฝึกเฉพาะกิจกรรม DIS รวดเดียว 3 คน แต่ช่วงอื่นที่เหลือทั้งปี ไม่มีเลย เห็นแล้วก็ไม่สบายใจเท่าไหร่

ดูกราฟข้างบน เห็นตัวเลขปีที่แล้วอาจแปลกใจว่า เอ๊ะ ไหนบอกว่ามีนักศึกษามาแล้วเร็วขึ้น แต่ไม่้เห็นเร็วขึ้นเลยล่ะ ? 

นักศึกษาที่มาช่วงแรก ๆ ให้สางกระทู้เก่าครับ บางกระทู้เก่าค้างปี

ตอบกระทู้เก่า ทำให้ระบบนับเข้ามาคิดเวลารอเฉลี่ย กระทู้ยิ่งเก่า ยิ่งทำให้ตัวเลขเวลารอของอดีตสูงขึ้น

แต่กระทู้เก่าไม่ได้เป็นคำถามทั้งหมด แต่เป็นการแจ้งข่าวสารที่สำคัญ ดังนั้น บางกระทู้ ไม่ต้องตอบแต่อย่างใด 

ที่ให้ความสำคัญกับการย้อนไปตอบคำถามเก่า เพราะสถิติการเข้าเว็บนี้ (ดูจาก hit counter ในหน้าเว็บแรกเอง) ชี้ว่า ส่วนใหญ่ คนเข้าผ่าน search engine ครับ บางวันเกือบครึ่งค่อน บางวันก็เกือบทั้งหมด ซึ่งการเข้าผ่าน search engine ทำให้เขาตรงเข้าไปในคำถามย่อยโดยตรง การตอบย้อนในกระทู้เก่า จึงยังเป็นประโยชน์ 

คนที่เข้าประจำ ผ่าน bookmark ของเขา มีบ้าง แต่ไม่ถึงครึ่ง และแทบจะไม่มีส่งต่อมาจากหน้าหลักของคณะเอง เพราะซ่อนเป็น link เล็ก ๆ อยู่ลึกมาก

ข้อนี้ไม่มีปัญหาครับ google มองเห็น และ dmoz มองเห็น เป็นใช้ได้

(อยากรู้ว่า dmoz คืออะไร สำคัญอย่างไร ลองเข้าไปดูเองที่ http://www.dmoz.org/ หรือลองไปอ่านที่ DMOZ.ORG : Internet World Directory (สารบบเว็บโลก) ใน gotoknow ดูเอง)

ผลจาก dmoz ทำให้ ranking ใน google สูง ทำให้อยู่หน้าแรก ๆ ของผลการค้น google จึงทำให้ google เป็นตัวส่งผ่านผู้ชมหมายเลขหนึ่งของเว็บนี้ ทำให้เวลาคนเข้ามาถึง มักหลุดเข้าไปในหน้าที่เคยมีผู้ถามไว้ก่อนแล้วได้เลย การตอบกระทู้ค้างเก่าที่ดูเหมือนเก่ามากๆๆ จึงไม่ใช่การตอบที่เสียเปล่า (แต่แน่นอนว่า คนที่เพิ่งถามใหม่ อาจหงุดหงิดบ้าง) ทำให้มองแง่นี้ เว็บบอร์ดนี้เกือบทำหน้าที่แนวเดียวกับ วิกิพีเดีย 

ขอขยายความเรื่อง webboard เล็กน้อย

การให้บริการสารสนเทศเรื่องยา เป็นกิจกรรมที่มีกันทั่วไป มหาวิทยาลัยก็มี โรงพยาบาลก็มี เรียกเป็นหน่วย DIS (drug information service)

ที่บริการผ่าน web ก็มีหลายหน่วยงาน นโยบายแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

ที่นี่ เราเน้นหนักการบริการที่เป็นการตอบผ่าน webboard ที่drug.pharmacy.psu.ac.th ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดเปิด (เปิดยังไงเดี๋ยวขยายความครับ) โดยบริการตอบสด ก็มี ตอบทางสื่ออื่นที่มีผู้ถามมา ก็มี แต่ไม่เน้นกิจกรรมตอบสด เพราะใช้กำลังคนมากเกินเหตุ การบริหารงาน เป็นการบริการให้เปล่าแก่สาธารณชน โดยพยายามใช้ต้นทุนให้ต่ำ ไม่สร้างภาระให้คณะ

นโยบายคือ ในเว็บบอร์ดนี้ ถ้าถามเรื่องไม่เกี่ยวกับยาหรือสุขภาพ สามารถลบได้ทันที เว้นแต่เห็นว่า เป็นสิ่งที่พอจะมีประโยชน์กับเภสัชกรในวงกว้าง เช่น รับสมัครงาน หรือแจ้งข่าวสำคัญ อาจค้างไว้สักพัก ก่อนพิจารณาลบ (ไม่ได้ลบทุกรายการ)

การถาม-ตอบ ใน webboard สามารถทำแบบ นิรนาม ก็ได้ คือ คนที่ถาม ไม่ต้องบอกตัวตนว่าเป็นใคร ผู้ตอบก็เช่นกัน 

แต่หากใครสบายใจที่จะระบุชื่อจริง-สกุลจริง ก็ทำได้เหมือนกัน

ฝั่งผู้ถาม ก็ทำนองเดียวกัน อาจเป็นใครก็ได้ ประชาชนทั่วไป บุคลากรทางการแพทย์ 

ที่ยอมให้ใช้ระบบถามแบบนิรนาม เป็นการให้บริการกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ที่อาจมีข้อสงสัยเรื่องยาในกรณีที่เป็นโรคที่สังคมตั้งแง่รังเกียจ เป็นช่องทางหนึ่งในการให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ส่วนการที่ให้ตอบแบบนิรนาม ก็เพื่อดึงศักยภาพแฝงของผู้รู้ ที่มีคำตอบ แต่ไม่สบายใจที่จะเปิดเผยตัว

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการตอบในที่สาธารณะ มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนตอบโดยวาจา การคาดหวัง จะสูงมาก ว่าต้อง หรือควร อิงหลักฐานเชิงประจักษ์กันทุกย่างก้าว ชนิดที่ว่า ถ้าถามว่า เป็นไข้ กินยาอะไร ถ้าบอกว่า พารา อาจมีคนค่อนแคะเอาได้ ว่าไม่ใส่เอกสารอ้างอิง ให้เป็น evidence-based อิงกับหลักฐานเชิงประจักษ์

(..สวรรค์ช่วย ! ขอพาราให้ผม "สองหนวย" เถอะ !)

ดังนั้น บางครั้ง คำตอบง่าย ๆ ที่เภสัชกรทั่วไปตอบได้โดยไม่ต้องคิด แต่ไม่สะดวกที่จะค้นอ้างอิงมาใส่รุงรัง ก็อาจใช้รูปแบบการตอบแบบนิรนาม ซึ่งจะทำให้ผู้รับบริการ สามารถได้คำตอบที่เร็วขึ้นมาก ซึ่งหากตรงนี้ตอบผิดท่าผิดทางมาก ๆ ก็จะมีคนตาไวกระทุ้งให้ลบทิ้ง จริง ๆ แล้วก็จะมีทีมงานโฉบเข้ามาลบการโพสท์ไม่เหมาะสมอยู่เป็นระยะ ตรงนี้ แม้จะลบไวพอสมควร แต่ยังมองว่า ถ้ารื้อระบบ web ให้ฉลาด ๆ มี interactivity กับผู้ใช้ เน้นเรื่องการลบอย่างฉลาด น่าจะร่นเวลาคงค้างก่อนลบลงได้อีกมากหลายเท่า 

ในปัจจุบัน ตั้งแต่มุ่งเน้นการไปสู่คณะวิจัย คณาจารย์เอง หันไปเอาดีด้านการวิจัย ไม่ค่อยแยแส load unit เล็ก ๆ น้อย ๆ ของการบริการผ่าน webboard นี้เท่าไหร่ หลายปีที่ผ่านมา บริการตรงนี้จากคณาจารย์ ลดลงไปมาก แต่เว็บบอร์ดก็ไม่ได้ร้าง เพราะมีการตอบเสริมจากข้างนอกเข้ามาไม่น้อย ทั้งแบบเปิดเผยตัว และแบบนิรนาม

เรื่องอาจารย์ไม่ค่อยตอบ ผมเห็นใจอาจารย์ เพราะตอบแบบนี้เดือนนึง กับทำวิจัยเดือนนึง ได้ KPI (กรุณาอย่าอ่านออกเสียงภาษาไทยตัวย่อ) ต่างกันเยอะมาก การให้ความสำคัญกับงานวิจัยก่อน ไม่สนใจงานบริการ ถือเป็นการตอบสนองนโยบายใหญ่ขององค์กรที่สั่งลงมา จึงเป็นเรื่องชอบด้วยเหตุผล

จึงไม่แปลก ที่บทบาทของการใช้ในการเรียนการสอน และการเป็นแหล่งฝึกงาน เริ่มกลายเป็นบทบาทหลักของ webboard นี้ไป

ในช่วงไม่กี่ปีจากนี้ ควรเป็นไปได้ ที่จะมีนักศึกษาฝึกงานผลัดละหลายคน  เพราะ demand กับ supply เป็น bootstrap feedback กันเอง คือ ยิ่งตอบมาก ตอบเร็ว ก็ยิ่งมีคนถามมาก หรือ หากช่วงไหน ไม่มีตอบ คำถามก็หายไปเอง เป็นระบบที่ปรับสมดุลได้ในตัวราวกับระบบนิเวศทีเดียว 

การที่นักศึกษาตอบ จะใช้วิธีให้อาจารย์ผู้ดูแล ตรวจสอบเนื้อหา แล้วใส่ลง web เป็นการกรองชั้นที่หนึ่ง

กรองชั้นที่สอง คือ มีทีมคณาจารย์ที่ดูแลเนื้อหา เข้ามาดูความเหมาะสมของเนื้อหาที่อาจก่อปัญหา เห็นไม่ชอบมาพากล ก็ลบได้เลย หรือบางครั้งก็อาจเขียนต่อท้าย แก้ที่เข้าใจผิด หรือที่ข้อมูลอาจไม่ดีพอในการตอบก่อนหน้า

ตอนนี้ มีนักศึกษา project ของภาคเภสัชกรรมคลินิก กำลังเตรียม proposal ทำโครงงานเรื่องการประเมินคุณภาพของ webboard นี้ในมิติต่าง ๆ ปีหน้า คงทราบผล

ระบบ webboard นี้ ที่ผ่านมา ยังวิวัฒนาการไปได้เพียงครึ่งเดียว คือที่ผ่านมา เน้นเรื่อง เสถียรภาพของระบบการจัดการ ซึ่งตอนนี้ เริ่มลงตัวขึ้น แต่ยังขาดระบบประกันคุณภาพเนื้อหาอย่างเข้มข้น

เรื่องระบบประกันคุณภาพเนื้อหาอย่างเข้มข้น ผู้ดูแล DIC คนก่อน ๆ ผมเข้ามา ก็พยายามผลักดันมานาน แต่ผมมองว่า ถ้าไม่สามารถบูรณาการให้เข้ากันเนียนกับระบบ web software ที่มีอยู่ คงไม่สามารถเกิดได้อย่างยั่งยืน เพราะผมเองมองว่า ในการทำ QA เพื่อประเมินเนื้อหาให้เข้มข้น ปัญหาคอขวดของการจัดการขั้นร้ายแรง คือระบบ documentation ถ้าไม่สามารถออกแบบให้ ระบบ documentation สามารถเป็นเนื้อเดียวกันกับระบบฐานข้อมูลได้อย่างครบวงจร ระบบจะล้มแน่นอน

ประเด็นนี้ ต้องพึ่งซอฟท์แวร์ครับ ตอนนี้ไม่มีทางออก รอให้คนอื่นมาทำ หรือไม่ก็ธรรมชาติของการบริการอาจเปลี่ยนจนไม่ต้องทำ ไม่รู้เหมือนกัน

หมายเหตุปี 2555

หลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขสัดส่วนการตอบจากการเรียนการสอนและการฝึกงาน ครองสัดส่วนที่สูงกว่า 2 ใน 3 แล้ว แต่สาระหลักไม่ได้เปลี่ยน ผมก็เลยชิล ๆ ไม่ใส่รายงานล่าสุดไว้ ถือว่าระบบมันเสถียรดีอยู่แล้ว

หมวดหมู่บันทึก: บริการวิชาการ
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ Copyright
สร้าง: 18 มีนาคม 2551 16:58 แก้ไข: 15 มกราคม 2555 22:10 [ แจ้งไม่เหมาะสม ]
ดอกไม้
สมาชิกที่ให้กำลังใจ
 
Facebook
Twitter
Google

บันทึกอื่นๆ

ความเห็น

โอว ขอแสดงความนับถือ เพราะนอกจากอาจารย์จะเขียนได้เนื้อหาสาระแล้ว ยังแอบมีรหัสลับซ่อนไว้เพียบ (อย่าง KPI งี้)

งานวิจัยเกี่ยวกับการประเมินเจ้า web DIC นี้ก็น่าสนใจค่ะ จะได้ทราบว่าสิ่งที่เราทำๆกันอยู่เนี่ย หน้าตาที่แท้จริงของมันคืออย่างไร จะรอชมนะคะ

สวัสดีครับ อาจารย์โอ๋ P  ลือลักษณ์

 

  • มิกล้ารับ เรื่องรหัสลับอันใด ไม่เข้าใจ
  • แต่วันไหนเป็นทำแผน คงหลุดของ.. เอ๊ย รหัส.. ที่ว่านี้ ออกมา (แฮ่)
  • ส่วนเรื่องผลวิจัย คงต้อรออีกนานมั้ง กว่าเด็กจะเริ่มทำน่ะ ผมเองก็อยากรู้อยู่เหมือนกัน

ร่วมแสดงความเห็นในหน้านี้

ชื่อ:
อีเมล:
IP แอดเดรส: 100.26.176.182
ข้อความ:  
เรียกเครื่องมือจัดการข้อความ
   
ยกเลิก หรือ